
สานมรดกวัฒนธรรม"หุ่นไทยไม่ให้สูญ
เพื่อเป็นการสืบสานและถ่ายทอดศิลปะการแสดงหุ่นไทยไม่ให้จางหายไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) ร่วมกับ บ้านตุ๊กกะตุ่น หุ่นกระบอกไทย, มูลนิธินาฏยศาลา หุ่นละครเล็ก ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนร
จัดทำนิทรรศการเผยแพร่องค์ความรู้เรื่อง "หุ่นไทย" และ "หุ่นร่วมสมัย" ขณะเดียวกันยังได้จัดกิจกรรม "ฝึกอบรมหุ่นกระบอกไทย" ให้แก่เยาวชนและผู้ที่สนใจจำนวน 50 คนด้วย ภายในบริเวณห้องนิทรรศการหมุนเวียน ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา นักวิชาการวัฒนธรรม ประจำหอไทยนิทรรศน์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้เล่าถึงประวัติความเป็นมาของหุ่นไทยว่า มีหลักฐานสำคัญอันเป็นจดหมายเหตุของบาทหลวงตาชาร์ด ราชทูต และ ลาลูแบร์ อัครราชทูต ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งประเทศฝรั่งเศส ทำให้สันนิษฐานได้ว่า การเล่นหุ่นอาจเกิดก่อนสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่เริ่มจากสมัยไหน พระมหากษัตริย์พระองค์ใดไม่มีหลักฐานยืนยัน ด้วยว่าคนไทยสมัยนั้นมักจะเรียนรู้กันแบบปากต่อปาก จึงไม่มีการบันทึก จึงคาดว่าการแสดงหุ่นน่าจะมีตั้งแต่บัดนั้นเรื่อยมา จึงเป็นหน้าที่ของคนรุ่นหลังในการสืบค้นให้ลึกลงไปว่าในสมัยสุโขทัยมีการละเล่นหุ่นหรือไม่ และถ้ามีก็นับได้ว่าการเล่นหุ่นมีมานานกว่า 300 ปีแล้ว
สำหรับประเภทของหุ่นไทยนั้น นักวิชาการวัฒนธรรม ประจำหอไทยนิทรรศน์ แจกแจงให้ฟังว่ามีอยู่ 4 ชนิดนั่นคือ หุ่นหลวงหรือหุ่นใหญ่ มีการละเล่นมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลางเป็นละครใน เช่น รามเกียรติ์ อิเหนาอุณรุท จวบจนกระทั่งหลังสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการเล่นหุ่นชนิดนี้อีก ขณะที่ หุ่นวังหน้าหรือหุ่นเล็ก ประดิษฐ์ขึ้นโดย กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ซึ่งลักษณะตัวหุ่นชนิดนี้จะมีแขนและขาเต็มตัว ในขณะที่จุดเด่นอยู่ที่มีไม้แกนกับสายชักใยให้อวัยวะต่างๆ เคลื่อนไหวได้
ส่วน หุ่นกระบอก จากหลักฐานซึ่งเป็นลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพในหนังสือสาสน์สมเด็จ ทำให้ทราบว่าหุ่นกระบอกเริ่มเรื่องราวขึ้นที่เมืองสุโขทัย โดย นายเหน่ง เป็นผู้ทำการดัดแปลงมาจากหุ่นจีนไหหลำตามนิสัยของคนไทยที่ชอบลอกแต่ไม่ชอบเลียน และสุดท้าย หุ่นละครเล็ก คิดค้นโดย ครูแกร ศัพทวนิช มีลักษณะเป็นหุ่นเต็มตัว แต่จะใช้คนเป็นผู้เชิดทำให้หุ่นเคลื่อนไหวท่าทางได้คล้ายกับคน โดยหุ่นวังหน้า หุ่นกระบอก และหุ่นละครเล็ก จะเกิดในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันคือสมัยรัชกาลที่ 5 อันจะดูได้จากเครื่องแต่งกายยังเลียนแบบโขนละครเป็นลักษณะที่เห็นได้ชัดเจน แม้ว่าในปัจจุบันเหลือแค่ หุ่นกระบอก และ หุ่นละครเล็ก ที่ยังมีการเล่นอยู่เท่านั้น แต่หุ่นกระบอกจะแพร่หลายกว่า
ขณะเดียวกัน ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยอนุรักษ์และต่อยอดการเรียนรู้การแสดงหุ่นกระบอกไทยให้คงอยู่สืบไป แม้ครั้งแรกจะเริ่มต้นจากเพียงต้องการมีรายได้เสริมเท่านั้นอย่าง "หนึ่ง" นิเวศ แววสมณะ เจ้าของบ้านตุ๊กกะตุ่นฯ และผู้ริเริ่มโครงการ "ฝึกอบรมหุ่นกระบอกไทย" ให้แก่เยาวชนและผู้สนใจเล่าว่า หลังจากไปเดินห้างสรรพสินค้าแล้วเห็นตุ๊กตาวางขาย จึงเกิดความคิดว่าลองอยากทำบ้าง แต่ช่วงแรกก็ทำแบบซื้อมาขายไป หลังจากนั้นก็เริ่มคิดว่าจะลงมือทำหุ่นและเชิดเอง เพราะตั้งใจว่าจะเจาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อทำไปแล้ว ก็คิดได้ว่า น่าจะทำศิลปะไทยให้คนไทยชอบบ้างแค่หนึ่งในล้านก็ดีใจแล้ว อย่างน้อยก็ไม่ทำให้มันสูญหายไป และนั่นจึงเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นมาจนถึงวันนี้
นอกจากนี้ นิเวศ ยังอธิบายถึงลักษณะของหุ่นกระบอกตั้งแต่ส่วนหัวมาจนถึงบริเวณคอว่า ทำด้วยไม้ทองหลางหรือไม้นุ่น หัวหุ่นมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10-15 ซม. ส่วนลำตัวใช้กระบอกไม้ไผ่เส้นผ่าศูนย์กลาง 3-5 ซม. ยาวประมาณ 50 ซม.โดยนำมาต่อกับหัวหุ่น จากนั้นจึงใช้ผ้าปักลายทรงกระบอกด้วยดิ้นเงิน ดิ้นทองและเลื่อมมาสวมให้หุ่น ก่อนจะใช้ไม้ตะเกียบที่ปั้นมือติดเอาไว้มาเสียบทั้งสองข้างสำหรับเตรียมแสดง ในขณะที่จุดเด่นของหุ่นกระบอกตามแบบฉบับบ้านตุ๊กกะตุ่น จะเน้นเรื่องความประณีตของการปักเย็บผ้า และลายการเขียนหน้าซึ่งไม่เหมือนใคร เนื่องจากปั้นรวมถึงขึ้นลายเองทุกอย่าง หุ่นทุกตัวจึงมีลักษณะเหมือนกำลังยิ้ม
เพื่อเป็นการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนตลอดจนผู้ที่สนใจเรื่องราวของหุ่นไทย ได้ฝึกฝนทักษะความรู้ความสามารถ บ้านตุ๊กกะตุ่นได้จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหุ่นกระบอกไทยครั้งที่ 2 ขึ้นฟรีเป็นระยะเวลา 30 ชั่วโมง โดยผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้ตั้งแต่ขั้นตอนการทำหุ่น การฝึกเชิดหุ่น ตลอดจนการร่วมแสดงหุ่นกระบอกไทยภายหลังจากจบคอร์สฝึกอบรม ซึ่งเจ้าของบ้านตุ๊กกะตุ่นฯ ได้ฝากความหวังเล็กๆ ไว้ว่า อยากให้คนทั่วไปได้รู้จักหุ่นกระบอกไทยมากยิ่งขึ้น
“ผมอยากให้คนที่รู้จักหุ่นกระบอกไทยแล้วบอกต่อๆ กันไป เพราะศิลปะไทยไม่ใช่สิ่งล้าสมัย ในทางตรงข้ามกลับทรงคุณค่า ดังจะดูได้จากการที่มีผู้ผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมหุ่นกระบอกไทยกับบ้านตุ๊กกะตุ่นถึง 50 คน ย่อมแสดงให้เห็นว่ากำลังเป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นดี เพราะบ้านตุ๊กกะตุ่นทำได้แค่เพียงให้พื้นฐานเท่านั้น แต่ผู้ที่จะช่วยต่อยอดให้ศิลปะไทยสืบสานต่อไปก็คือคนเหล่านี้นั่นเอง”
ทั้งนี้ นิทรรศการเผยแพร่องค์ความรู้เรื่อง "หุ่นไทย" และ "หุ่นร่วมสมัย" รวมถึงกิจกรรมการ "ฝึกอบรมหุ่นกระบอกไทย" ได้จัดขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม - 7 มิถุนายน 2553 ที่ห้องนิทรรศการหมุนเวียน ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย สำหรับผู้สนใจสามารถแวะเวียนไปชมกันได้ฟรี
เรื่อง-เบญจวรรณ รักมณี



