
สธ.เล็งวิจัยต่อยอดวัคซีนเอดส์3แนวทางหวังรู้ชนิดภูมิคุ้มกันที่กระตุ้นภูมิป้องกันเอดส์ที่แท้จริง
เล็งวิจัยต่อยอดวัคซีนเอดส์ 3 แนวทาง นำน้ำเหลือง เลือดตรวจหาภูมิคุ้มกัน-ดึงอาสาสมัครเดิมฉีดวัคซีนกระตุ้นเพิ่ม-พัฒนาวัคซีนตัวใหม่ หวังรู้ชนิดภูมิคุ้มกันตัวที่กระตุ้นภูมิป้องกันเอดส์ที่แท้จริง
จากการที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร กองทัพบก สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ชลบุรี และสสจ.ระยอง ประสบความสำเร็จในการวิจัยวัคซีนเอดส์ระยะที่ 3 ในการทดลองกับอาสาสมัคร โดยวัคซีนสามารถลดโอกาสเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวี ได้ 31.2% ซึ่งอาสาสมัครจะถูกฉีดทั้งวัคซีนปูพื้นและวัคซีนกระตุ้น
เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม นพ.ศุภชัย ฤกษ์งาม ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค ในฐานะผู้อำนวยการโครงการศึกษาวัคซีนเอดส์ทดลองระยะที่ 3 กล่าวว่า ในการดำเนินการวิจัยต่อยอดจากผลการวิจัยดังกล่าว อาจจะดำเนินการใน 3 โครงการ ได้แก่ 1.การนำน้ำเหลืองและเลือดของอาสาสมัครที่เจาะไว้ตั้งแต่การวิจัยยังไม่แล้วเสร็จมาตรวจหาปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นต่อร่างกายมนุษย์หลังได้รับวัคซีน เพื่อหาภูมิคุ้มกันจำเพาะต่อการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี แต่วิธีตรวจรอบคอบที่สุด คาดจะเริ่มต้นปี 2554 และรู้ผลกลางปี 2554
โครงการที่ 2 อาจจะเชิญอาสาสมัครกลุ่มเดิมมาฉีดวัคซีนกระตุ้นตัวเดิมเพิ่ม หลังฉีดวัคซีนให้อาสาสมัคร 1 ปี พบประสิทธิผลของวัคซีนสูงกว่าช่วงระยะ 3 ปี ที่เป็นช่วงครบกำหนดการวิจัย แต่ต้องมีการยืนยันทางวิทยาศาสตร์ โดยทดสอบเหมือนวัคซีนทั่วไปที่เมื่อฉีดวัคซีนครบชุดแล้วจะต้องกระตุ้นต่อไปเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกัน เพื่อหาว่าภูมิคุ้มกันตัวที่สูงขึ้นและสอดคล้องกับการป้องกันเชื้อ ซึ่งจะต้องรอดูผลการตรวจสอบวัคซีนกระตุ้นเดิมที่ยังมีเหลืออยู่ที่บริษัทก่อนว่ายังมีประสิทธิภาพใช้การได้หรือไม่ และต้องยื่นให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐอเมริการับรองจึงจะนำมาใช้ทดลองในมนุษย์ได้อีกครั้ง โครงการนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่รู้ผลต้นเดือนกรกฎาคมนี้
นพ.ศุภชัย กล่าวด้วยว่า โครงการที่ 3 ผลิตวัคซีนตัวใหม่ที่เหมือนเดิมหรือดีกว่าเดิม แล้วเริ่มทดลองวัคซีนตั้งแต่ระยะที่ 1 ใหม่ทั้งหมด คือ 1.ยืนยันความปลอดภัยของวัคซีน 2.กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้จริง และ 3.ทดสอบในอาสาสมัคร ซึ่งโอกาสจะทดลองในไทยอีกครั้งมีสูง แต่จะใช้โครงการที่ 3 ในกรณีที่โครงการที่ 2 ไม่มีประสิทธิภาพแล้ว คาดจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 ปี จึงจะเริ่มระยะที่ 1 ได้
“จากนี้การวิจัยวัคซีนเอดส์ในนานาชาติ จะอยู่บนพื้นฐานเดียวกับที่ทดลองในประเทศไทยและได้ผล 31.2% คือ ฉีดวัคซีนปูพื้นให้แก่อาสาสมัครก่อน ตามด้วยวัคซีนกระตุ้น จะไม่มีการคิดทำวัคซีนเอดส์ที่เป็นวัคซีนตัวเดียวแล้ว” นพ.ศุภชัย กล่าว



