
แขกรับเชิญ-การเขียนหนังสือในฐานะการแสดงออกทางจิตวิญญาณ
นมัสการพระคุณเจ้า เพื่อนนักเขียนและท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน
วันนี้ ผมรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้มาพบปะพูดคุยกับท่านทั้งหลาย แต่ก็น่าเสียดายที่สถานการณ์บ้านเมืองไม่ค่อยเอื้อต่อบรรยากาศการสนทนาเท่าใดนัก ผมเองต้องขอสารภาพว่าแรงกดดันจากข่าวความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้น มีส่วนทำให้จิตใจไม่ค่อยแจ่มใส คิดอะไรไม่ค่อยทะลุปรุโปร่ง เพราะฉะนั้นคงต้องขออภัยท่านทั้งหลายไว้ล่วงหน้า หากสิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้มีลักษณะน่าเบื่อ หรือขาดความคมชัดไปบ้าง
ตามความรู้สึกของผม สถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ ไม่ใช่เรื่องของคู่กรณีที่ขัดแย้งช่วงชิงอำนาจกันเท่านั้น หากยังเป็นวิกฤติใหญ่ที่พัดพาผู้คนทั้งประเทศเข้าไปเกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จนยากที่จะวางเฉย หรือใช้ชีวิตไปตามปกติได้
สภาพเช่นนี้นับเป็นบททดสอบประเทศไทยและคนไทยทุกหมู่เหล่าว่ามีพลังแห่งสติและพลังปัญญามากน้อยเพียงใด เรามีวุฒิภาวะรวมหมู่พอที่จะฟันฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปได้หรือไม่ หรือว่าเรื่องราวจะจบลงด้วยการแตกสลายของประเทศชาติในฐานะองค์รวม
ถามว่าทำไมผู้คนที่ไม่ได้เลือกข้างแบ่งสีจึงต้องแบกรับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองด้วย ทำไมเราจึงต้องไปแบกรับปัญหาที่ตัวเองไม่ได้ก่อขึ้น ต่อเรื่องนี้ผมคงต้องขออนุญาตเรียนว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังดำเนินอยู่นั้น แม้จะมีลักษณะเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับบุคคลและกลุ่มก้อนองค์กรที่เป็นรูปธรรมจำนวนหนึ่ง แต่ก็มีด้านที่เป็นผลผลิตของทั้งโครงสร้างและรูปการณ์จิตสำนึกของสังคมไทยโดยรวม เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่ทุกคนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและโดยอ้อมมาตั้งแต่ต้น
ใช่หรือไม่ว่าที่ผ่านมานับสิบๆ ปีสังคมของเราได้ผลิตความไม่เป็นธรรมไว้ทุกหนแห่ง ใช่หรือไม่ว่าคนไทยเราเห็นแก่ตัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็นสังคมที่ผลิตความขัดแย้งอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าในเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ไม่ว่าในเรื่องส่วนตัวหรือส่วนรวม อีกทั้งยังขาดแคลนกระบวนการแก้ไขความขัดแย้งที่เหมาะสม สภาพเช่นนี้ทำให้สังคมของเรากลายเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ชอบแก่งแย่งชิงดี และเอาชนะกันอย่างขาดความเมตตาปรานี ซึ่งเป็นรากฐานของการเมืองแบบคับแคบเห็นแก่ตัว
กล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือว่าความเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งปวงนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ หากถูกขับเคลื่อนและห้อมล้อมไว้ด้วยบริบททางสังคม เช่นนี้แล้วการเมืองจึงเป็นเรื่องที่แยกไม่ออกจากมิติทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณในวิถีชีวิตของผู้คน ความเจริญทางการเมืองจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ในสังคมที่กำลังเสื่อมทรุดทางด้านวัฒนธรรมและแตกสลายทางจิตวิญญาณ
พูดถึงตรงนี้ผมคงต้องอนุญาตเรียนเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจตรงกันว่า "วัฒนธรรม" ที่ผมเอ่ยถึง มิได้มีความหมายแค่พิธีกรรมโบราณ หรือประเพณีการกินอยู่หรือแต่งเนื้อแต่งตัวตามความนิยมของกระแสหลัก และยิ่งไม่ได้หมายถึงนิยามความถูกผิดทางรสนิยมที่กำหนดโดยอำนาจรัฐ
หากหมายถึงแบบแผนความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ที่สังกัดสังคมเดียวกัน อันจะก่อให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและเป็นสุข นอกจากนี้วัฒนธรรมยังรวมถึงคุณค่าที่มนุษย์ให้แก่ตัวเอง ให้แก่ผู้อื่น ตลอดจนคุณค่าที่มนุษย์มอบให้โลกธรรมชาติและสรรพสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นสากลจักรวาล
กล่าวเช่นนี้แล้ว เราจะเห็นได้ว่ามิติทางวัฒนธรรมกับมิติทางจิตวิญญาณของชีวิตผู้คนเป็นสิ่งที่เกี่ยวโยงกันอย่างแน่นแฟ้น เพราะเรื่องจิตวิญญาณแท้จริงแล้วก็ไม่ใช่อะไรอื่น หากคือการมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสิ่งที่ใหญ่กว่า ซึ่งอาจจะหมายถึงตั้งแต่ความเป็นส่วนรวมของสังคม ไปจนถึงกระบวนการก่อเกิดและดับสูญตามธรรมชาติ หรือการมีอยู่ของเวิ้งฟ้า เดือน ดาว
ผมคงไม่ต้องเอ่ยก็ได้ว่าคนที่มองเห็นความศักดิ์สิทธิ์ของต้นไม้ ภูเขาและท้องทะเลนั้น จะมีวัฒนธรรมในการใช้ชีวิตแตกต่างกับคนที่เห็นธรรมชาติเป็นแค่สินค้ามากน้อยแค่ไหน เช่นเดียวกับความแตกต่างทางวัฒนธรรมระหว่างคนที่รักเพื่อนมนุษย์ รักบ้านรักเมือง กับคนที่ไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความต้องการของตัวเอง
ถามว่าทำไมผมจึงชวนท่านทั้งหลายมาคุยเรื่องการเมืองและวัฒนธรรมเสียยืดยาว ทั้งๆ ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่ตั้งไว้ เรื่องนี้คงต้องขอเรียนตรงๆ ว่าเป็นความจงใจ เพราะผมเห็นว่าการเขียนหนังสือและการอ่านหนังสือเป็นความเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการยกระดับหรือการแตกสลายทางจิตวิญญาณของผู้คนในสังคม
การที่มนุษย์จะอยู่ร่วมกันได้ สังคมไม่เพียงต้องมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองที่เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ หากยังต้องมีโครงสร้างความคิด จิตใจและจิตวิญญาณ ที่เกื้อหนุนการใช้ชีวิตร่วมกันด้วย
นักเขียนเป็นคนงานทางวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นภารกิจสร้างสรรค์สังคมในมิตินี้จึงเป็นสิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้
เราเขียนอะไรให้คนอ่าน ผู้คนอ่านงานของเราแล้วได้อะไรบ้าง เราอธิบายความชอบธรรมให้ตัวเองได้แค่ไหนในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติมาพิมพ์ข้อความที่เราส่งออกไป เหล่านี้ควรจะเป็นคำถามที่นักเขียนใช้ตรวจสอบตัวเองเป็นประจำ
แน่นอน สิ่งที่ผมกำลังพูดถึงไม่ได้หมายความว่านักเขียนจะต้องกลายเป็นนักเทศน์ แม้ว่านักเทศน์บางท่านสามารถกลายเป็นนักเขียนที่ดีได้ แต่งานเขียนโดยทั่วไป โดยเฉพาะงานวรรณกรรมยังคงต่างจากการอบรมสั่งสอนผู้อื่นตรงๆ
อย่างไรก็ตาม เราคงต้องยอมรับว่าในปัจจุบันการเขียนหนังสือและการพิมพ์หนังสือในประเทศไทยได้ถอยห่างจากจุดหมายทางจิตวิญญาณไปไกล ทุกวันนี้แม้ว่าธุรกิจการพิมพ์จะเติบใหญ่ขยายตัว และจำนวนคนเขียนหนังสือจะมีมากกว่าเดิม ตลอดจนมีการผลิตหนังสือเล่มออกวางจำหน่ายเดือนละนับพันปก ยังไม่นับนิตยสารและสื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ แต่ปรากฏว่างานเขียนจำนวนมากกลับเป็นเรื่องฉุดรั้งจิตวิญญาณไม่ให้เติบโต
พื้นที่ส่วนใหญ่ของร้านขายหนังสือถูกยึดครองด้วยหนังสือประเภทสอนวิธีรวยทางลัด แก้กรรมชั่วโดยไม่ต้องทำดี หรือไม่ก็เป็นเรื่องราวฉาวแฉของตัวบุคคล ในขณะที่วรรณกรรมอันงดงามลึกซึ้งระดับโลกจำนวนไม่น้อยกลับไม่มีหิ้งวางจำหน่าย กระทั่งกลายเป็นหนังสือขายเลหลัง ที่เราจะหาพบได้ก็เฉพาะตามแผงแบกะดิน
ทั้งหมดนี้ นับเป็นสภาพที่ตรงข้ามกับการเขียนหนังสือในสมัยแรกๆ ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ ดังที่ท่านทั้งหลายคงทราบอยู่แล้ว ในยุคก่อนที่การเขียนหนังสือจะกลายเป็นอาชีพ และหนังสือกลายเป็นสินค้าในท้องตลาด กำเนิดของภาษาเขียนเกี่ยวโยงอย่างใกล้ชิดกับการแสวงหาทางปัญญาและการแสวงหาทางปัญญาก็เกี่ยวโยงอย่างใกล้ชิดกับการแสวงหาทางจิตวิญญาณ
การแสวงหาทั้งสองอย่างแท้จริงแล้วเป็นสิ่งเดียวกัน เพราะมันคือความพยายามของมนุษย์ในการเข้าถึงและเข้าใจโลกส่วนที่มิได้ปรากฏต่อสายตา จากนั้นจึงได้มีการจดจารึกไว้เพื่อถ่ายทอดสู่กัน
ด้วยเหตุนี้ การเขียนหนังสือในสมัยโบราณจึงแทบมีฐานะเป็นงานศักดิ์สิทธิ์ ดังจะเห็นได้จากการใช้ภาษาเขียนบันทึกคัมภีร์และคำสอนทางศาสนาต่างๆ ศิลปะในการประพันธ์ทั้งร้อยแก้วร้อยกรองเกิดขึ้นโดยแรงบันดาลใจทางจิตวิญญาณเป็นสำคัญ ผู้ใดที่เขียนหนังสือเป็นได้ชื่อว่าเป็นปราชญ์ และในหลายๆ กรณีคนเขียนหนังสือกับผู้นำทางจิตวิญญาณมักเป็นคนคนเดียวกัน
หากไม่มีการเขียนในลักษณะนี้ ไหนเลยโลกจะได้รับมรดกอักษรอันยิ่งใหญ่ อย่างเช่นคัมภีร์พระเวท พระไตรปิฎก คัมภีร์ไบเบิล และคัมภีร์กุรอาน ฯลฯ ส่งทอดมาจนถึงปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน เราก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าบทบันทึกภูมิปัญญาดังกล่าว นอกจากจะบรรจุสาระทางจิตวิญญาณอันลึกซึ้งแล้ว ยังมีลักษณะเป็นวรรณกรรมต้นแบบ มีด้านที่งดงาม เป็นศิลปะที่ช่วยให้เราเข้าถึงความเร้นลับของชีวิตได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ
ในฐานะคนเขียนหนังสือผู้ต่ำต้อยอยู่ในโลกยุคหลัง ผมเห็นว่าวรรณกรรมโบราณอย่าง ภควัทคีตา ที่ประพันธ์โดย ท่านกฤษณะ ไทวปายนวยาส และ เต้าเต๋อจิง ของ ท่านเล่าจื๊อ เป็นแบบอย่างที่สำคัญยิ่ง ในการแสดงให้เราเห็นว่าความจริง ความดีและความงามนั้นสามารถปรากฏขึ้นพร้อมกันได้ โดยผ่านศิลปะการประพันธ์
(โปรดอ่านต่อฉบับหน้า )
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ได้กล่าวปาฐกถาเนื่องในงาน "วันนักเขียน" จัดโดยสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2553 ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์
โดยเนื้อหามีความน่าสนใจอย่างยิ่ง จึงขอคัดย่อมาถ่ายทอดอีกครั้ง



