
หุ่นช่างฟ้อน...บนถนนคนเดิน
...ความรัก...ทำให้หนุ่มสาวคู่หนึ่งสวนกระแสชีวิตธุรกิจ มาเป็นวณิพกเปิดหมวกอยู่ข้างถนนจนสู่เวทีโลก...
บนถนนคนเดิน...ศิลปะกับพื้นฐานแห่งความรัก หลายคนคงเคยพบพานกับนักแสดงเปิดหมวก หลากหลายแบบด้วยกัน ทว่าสองสามีภรรยาคู่หนึ่ง ทำให้ผู้ผ่านพบ ต้องทึ่งกับความละเอียดอ่อนของการแสดง ลีลา และน้ำเสียง แม้แต่เนื้อหา ก็ได้ศึกษาและตีบทอย่างเหมาะสม ตามแบบฉบับของศิลปะชาวล้านนา
กำเนิดหุ่นช่างฟ้อน...สวนกระแสชีวิตธุรกิจมาเป็นวณิพกเปิดหมวกอยู่ข้างถนน
หุ่นช่างฟ้อน...โจ-หน่า เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นตามชื่อเล่นของสองสามีภรรยาชาวเชียงใหม่ คุณภาสกร และคุณทรัพย์ทวี สุนทรมงคล ซึ่งในสมัยก่อน ผู้หญิงที่ฟ้อนรำ ทางเหนือจะเรียกว่า "จ้าง" จึงเป็นที่มาของหุ่นช่างฟ้อน จึงนับได้ว่าหุ่นช่างฟ้อนได้เริ่มมีชีวิตเมื่อปี 2550
ความรัก...เปลี่ยนชีวิตจากทำธุรกิจมาสร้างหุ่นแล้วมาเป็นวณิพกเปิดหมวกอยู่ข้างถนน
ความรักในการชอบศิลปะหุ่นไทยเข้ามาอยู่ในใจเมื่อใด ไม่อาจรู้ได้ แต่วันหนึ่งที่สองคนเลือกที่เปลี่ยนแปลงชีวิตไปทำอะไรสักอย่างเพื่อแผ่นดินไทย แผ่นดินของในหลวง ทั้งคู่เลือกที่จะสร้างหุ่น และสิ่งที่มุ่งหวังสูงสุดในชีวิต คือ อยากให้หุ่นช่างฟ้อนถูกจารึกว่าได้เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 9
ถ้าคนที่เคยเห็นหุ่นช่างฟ้อน แสดงเปิดหมวกที่ถนนคนเดิน จ.เชียงใหม่ สิ่งนี้เป็นเป้าหมายและเป็นกำลังใจให้สู้ ไม่คิดเลยว่า 3 ปีต่อมาสิ่งที่คณะหุ่นช่างฟ้อนมุ่งหวังจะเป็นจริง !!!
3 ปีกว่าที่หุ่นช่างฟ้อน หุ่นข้างถนน คว้ารางวัลพิเศษ The Most Poetic Interpretation ด้านการตีความวรรณกรรมยอดเยี่ยมผ่านการแสดง จากการแสดงเรื่อง "Princess of Love" จากวรรณกรรมอมตะล้านนาเรื่อง "มะเมียะ" ในเทศกาลหุ่นโลกที่กรุงปราก ประเทศสาธารณรัฐเช็ก เมื่อเดือนมิถุนยน 2552
หุ่นช่างฟ้อนทุกหุ่น สร้างจากเงินในการเปิดหมวก และขายผลงานการแสดง ทั้งสองปลูกบ้านเอง สร้างจากแรงคน 2 คน
“หุ่นทุกหุ่นเราสองคนสร้างเองทั้งหมด ทำนองดนตรี คำร้อง การตัดต่อบันทึกเสียง การเล่นดนตรี เขียนเนื้อเรื่อง ฉาก บท ทุกอย่างที่เกี่ยวกับหุ่น เป็นสิ่งที่ออกมาจากความตั้งใจของเราสองคน เราสองคนยึดมั่นในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ว่า คนเรามีศักยภาพมากมายอยู่ในตัวเอง แต่อยู่ที่เราจะนำออกมาใช้หรือไม่” คณะหุ่นช่างฟ้อน เล่าถึงแรงบันดาลใจในการแสดง
...ใช้ชีวิตตามแนวพระราชดำรัสของในหลวง...
ทั้งสองใช้ชีวิตตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และจะขอใช้ชีวิตพิสูจน์ให้คนไทยได้เห็นว่าเราสามารถทำได้จริงๆ
ส่วนสาเหตุที่ไปร่วมงานเทศกาลหุ่นโลกเมื่อปี 2552 นั้น เพราะมีอยู่วันหนึ่งเราได้ยินพระราชดำรัสของในหลวงทางโทรทัศน์ พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสว่า "คนเราไม่ต้องดีที่สุด ดีพอดีกับตนเอง ก็เพียงพอแล้ว" ในหลวงทรงเป็นแรงบันดาลใจให้เรามีพลังใจที่จะต่อสู้ แม้จะเหนื่อยและท้อสักแค่ไหน
...หุ่นช่างฟ้อนได้ถูกจารึกในเวทีระดับโลก...
มีบางคนถามว่าไปประกวดหุ่นโลกกลับมาแล้วไม่เห็นได้อะไรเลย ต้องมาเล่นเปิดหมวกข้างถนนเหมือนเดิม?
การได้กำเนิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 9 และถูกจารึกในเวทีระดับโลก เป็นความสุขที่ไม่สามารถบรรยายเป็นรูปธรรมได้ แต่มันมีความสุขอยู่ที่ใจ ...ทั้งคู่มีเพียงเป้าหมายสำหรับหุ่น คือ การทำให้หุ่นช่างฟ้อนมีลมหายใจอยู่ต่อไป และอยากให้หุ่นมีบ้านอยู่ และในอนาคตก็คือ พิพิธภัณฑ์หุ่นช่างฟ้อน...
“เราคนไทยทุกคนรักในหลวง...และสิ่งใดที่จะทำเพื่อพระองค์ เพื่อประเทศไทย เราก็จะทำอย่างเต็มที่ที่สุด...”
ความรักคือน้ำหล่อเลี้ยง ทุกชีวิตจริงๆ ดูอย่าง ความรักของเจ้าน้อย-มะเมียะ
แม้ความรักของเจ้าน้อย-มะเมียะ จะผ่านไปกว่า 100 ปี แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมาก็ไม่อาจทำให้คนเรียนรู้ เพื่อจะเปลี่ยนแปลง
ในโลกทุกวันนี้ ยังมีการแบ่งแยกไม่ว่าจะ ชนชาติ ชนชั้น ศาสนา และอื่นๆ อีกมากมาย
ทั้งๆ ที่รู้ว่า ไม่ว่าคนเราจะแบ่งแยกกันเรื่องใดก็ตาม
มักจบที่ความเศร้า ไม่มีความสุข แต่ก็ยังจะมีการแบ่งแยก
เราอยากให้จุดจบความรักของเจ้าน้อย-มะเมียะ เป็นบทเรียนให้ทุกคนในโลกนี้ เป็นหนึ่งเดียว
ไม่ว่าคนชาติไหน ใช้ภาษาอะไร สีผิวอะไร นับถือศาสนาอะไร
แต่เราเป็นคนที่อยู่ร่วมโลกเดียวกัน และทุกคนมีความรักและปรารถนาดีต่อกัน
ตอนจบสุดท้ายคำตอบที่ได้มันคือ ความสุข
หมายเหตุ : หุ่นช่างฟ้อน โจ-หน่า ได้รับเชิญให้เข้าร่วมแสดงในเทศกาลหุ่นโลกที่กรุงปราก ครั้งที่ 14 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 31 พฤษภาคม ถึงวันที่ 6 มิถุนายน 2553 โดยเป็น 1 ใน 20 คณะที่ได้รับการคัดเลือกจาก 173 คณะทั่วโลก โดยเตรียมเรื่อง "ลาวดวงเดือน" ไปจัดแสดง



