ไลฟ์สไตล์

ถึงคิวเก๋งหรูลุยดีเซลยอดประหยัด

ถึงคิวเก๋งหรูลุยดีเซลยอดประหยัด

16 พ.ค. 2553

พูดถึงรถยนต์ยอดประหยัดเวลานี้ต้องยกนิ้วให้นิสสัน มาร์ช ที่มาแรงโดนใจผู้ซื้อผู้ขาย เพราะว่า 20 กิโลเมตรต่อลิตร เป็นสเปกที่ยืนยันไว้กับรัฐบาลอย่างน้อยก็มีมาตรฐานเชื่อถือได้ ส่วนค่ายอื่นๆ คุยกันไป ไม่มีคนกลางพิสูจน์ว่า มาตรฐานที่อ้างมันอยู่ตรงไหนรถยุโรป ก็อ้

เรื่องสิ่งแวดล้อมที่ก้าวหน้าต้องบอกว่ายุโรปนั้นก้าวหน้าไปไกลและก็ทำได้ อย่างเช่นรถตัวใหม่จาก บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด รุ่น E 250 CDI BlueEFFICIENCY ELEGANCE ใหม่ (ชื่อยาวและเรียกยากขึ้นไปทุกวัน) ที่ส่งมาเพิ่มความหลากหลายในตระกูล อี-คลาส ปลายปี2509 เบนซ์ส่ง อี-คลาส โฉมใหม่ ออกสู่ตลาด ด้วยเครื่องยนต์เบนซินในรุ่น E 200 CGI BlueEFFICIENCY ELEGANCE, E 250 CGI BlueEFFICIENCY AVANTGARDE และ E 300 AVANTGARDE พอมาเวลานี้ก็เลยส่งดีเซล ด้วยรุ่น  E 250 CDI BlueEFFICIENCY


สำหรับ250 CDI BlueEFFICIENCY ELEGANCE  เป็นเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ล่าสุด มีแรงบิดเพิ่มขึ้น 25% จากเครื่อง V6 รุ่นเดิม ประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้น 23% จากรุ่นเดิมอีกด้วย โดยมีอัตราการสิ้นเปลืองเพียง 5.3 ลิตร/100 กม. (นิสสันมาร์ช 5 ลิตรต่อ 100 กม.)


 สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล ใช้แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว เทอร์โบคู่ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 2.2 ลิตร ผลิตกำลังสูงสุด 204 แรงม้า ที่ 4,200 รอบ/นาที พร้อมแรงบิด 500 นิวตันเมตร ที่รอบการทำงานของเครื่องยนต์ต่ำเพียง 1,600-1,800 รอบ/นาที

จากจุดหยุดนิ่ง0-100 กม./ชม. ด้วยเวลา 7.8 วินาที และทำความเร็วได้สูงสุดถึง 240 กม./ชม.

เบนซ์ใช้เทคโนโลยี  CDI (Common-rail Direct Injection) รุ่นที่ 4 ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด มีอุปกรณ์หัวฉีดเพียโซ่ (piezo injectors) ที่จ่ายน้ำมันได้ ด้วยแรงดันสูง 2,000 บาร์ (คอมมอนเรลในปิกอัพปัจจุบันสูงสุดไม่เกิน 1,800 บาร์) และแรงอัดอากาศจากเทอร์โบ 2 ชุด (compound turbocharging) ที่มีขนาดต่างกัน โดยเทอร์โบขนาดเล็กจะทำงานที่รอบต่ำ ส่วนเทอร์โบขนาดใหญ่จะทำงานที่รอบสูง  ส่งผลให้เครื่องยนต์ผลิตแรงบิดสูงอย่างต่อเนื่อง อัตราสิ้นเปลืองโดยเฉลี่ยต่ำเพียง 16-17 กม./ลิตร ทั้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยสู่อากาศโดยเฉลี่ย 154-159 กรัม/กม. นอกจากนี้ เพลาถ่วงสมดุลคู่ (two Lanchester balancer shafts) ยังช่วยให้การสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ลดลง ซึ่งผู้โดยสารสามารถรู้สึกได้ถึงการทำงานที่เงียบ ราบเรียบและนุ่มนวลกว่า

ห้องโดยสารกว้างขวางหรูหรา ด้วยลายไม้ Burr walnut พร้อมไฟเรืองแสงล้อมรอบลายไม้รอบคัน เพิ่มการทำงานสั่งการที่พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง Nappa วิทยุรุ่น 20 พร้อมเครื่องเล่นซีดี 6 แผ่น และระบบเชื่อมต่อสื่อบันเทิง พร้อมแผงควบคุม  บนคอนโซลกลางที่ทำงานได้สะดวก

ด้านความปลอดภัยE 250 CDI มีระบบพรี-เซฟ ระบบความปลอดภัยเพื่อการปกป้องก่อนเกิดอุบัติเหตุซึ่งเป็นนวัตกรรมของเมอร์เซเดส-เบนซ์  นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยอื่นๆ เช่น  ระบบ Adaptive Break  ระบบช่วยเบรก BAS ระบบป้องกันล้อล็อก ABS และระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับรถ (Attention Assist) นอกจากนี้ยังมีถุงลมนิรภัยด้านหน้าและด้านข้างสำหรับคนขับและผู้โดยสารด้านหน้าและม่านถุงลมนิรภัยสำหรับผู้โดยสารทั้ง 4 ตำแหน่ง

E 250 CDI ใช้ระบบกันสะเทือนแบบ ไดเร็ค คอนโทรล ช่วยให้การขับขี่เป็นไปแบบคล่องตัว แต่ยังคงความนุ่มนวลและมีการทรงตัวดี ด้วยโช้คอัพที่สามารถปรับการทำงานแบบอัตโนมัติ

สำหรับราคาของ E 250 CDI  อยู่ที่ 3.999 ล้านบาท รถรุ่นนี้ก็ชนโดยตรงกับ 520d  ราคา 3.699 ล้านบาท และ 520d sport  ราคา 3.799 ล้านบาท และอีกรุ่นที่ดังคือ 520d คอปอร์เรท  ราคาแค่ 2.999 ล้านบาท ทั้งนี้ทั้งนั้น BMW กำลังจะส่งรุ่นโฉมใหม่ออกมาสู่ตลาดแล้ว