
ชี้พ่อแม่ใช้อารมณ์ทำลูกเสี่ยงติดเกม 7 เท่า
แพทย์ชี้หักดิบเด็กติดเกมชัก-ตาขวาง ขโมยเงินหนีออกจากบ้าน เผยพ่อแม่ใช้อารมณ์กับลูกเสี่ยงทำให้ลูกติดเกมถึง 7 เท่า เสนอรัฐบาลยกการแก้ปัญหาเด็กติดเกมเป็นวาระแห่งชาติ
เมื่อวันที่ 18 มี.ค. สำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ แถลงข่าว เรื่อง “นักวิจัย วช. พบวิธีป้องกันและแก้ปัญหาเด็กติดเกม” ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดย ผช.ศ. นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยผลวิจัยเรื่อง การศึกษาหาปัจจัยป้องกันการติดเกมในเด็ก ว่า จากการศึกษาวิจัยเก็บข้อมูลเด็กระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 และระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จำนวน 2,452 คน ใน 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ราชบุรี สุรินทร์ สุราษฎร์ธานี พบว่า ในจำนวนนี้ มีเด็กติดเกม จำนวน 13.3% และเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนเด็กไทยทั้งหมดของประเทศ จำนวน 10 ล้านคน ถือว่ามีเด็กติดเกมถึง 1.3 ล้านคน
ซึ่งเป็นตัวชี้วัดให้เห็นว่าขณะนี้สถานการณ์เด็กติดเกมอยู่ในภาวะวิกฤตที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน ในส่วนปัจจัยที่ทำให้เด็กวัยรุ่นติดเกมสูงขึ้น พบว่า เด็กผู้ชาย มีโอกาสติดเกมสูงกว่าผู้หญิง 1.6 เท่า สาเหตุที่เป็นปัจจัยสำคัญ เกิดจากความเครียด จากการเรียน การสอน ของระบบการศึกษาไทย ที่สำคัญเด็กขาดทักษะในการจัดการกับความเครียดอย่างเหมาะสม จึงทำให้หันมาพึ่งพาเกมเพื่อช่วยผ่อนคลายความเครียดสูงถึง 6 เท่าของเด็กที่ไม่ติดเกม
ผช.ศ. นพ.ชาญวิทย์ กล่าวต่อว่า ทางด้านลักษณะนิสัยที่สัมพันธ์กับการติดเกมของเด็ก พบว่า เด็กจะมีสมาธิสั้น ดื้อ ชอบเถียง ชอบเอาชนะ มีความท้าทาย เด็กที่เล่นเกมออนไลน์มีความเสี่ยงต่อการติดเกมมากกว่าเด็กธรรมดาถึง 4 เท่า สำหรับระยะเวลา การเล่นเกมของเด็กในช่วงเปิดเทอม หากเด็กเล่นเกมในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ นาน 1 ชั่วโมง ต่อวัน มีโอกาสติดเกมสูง 3 เท่า ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ หากเล่นนานเกิน2 ชั่วโมง จะมีโอกาสติดเกมสูงถึง 3.7 เท่า ส่วนระยะเวลาการเล่นเกมของเด็กในช่วงปิดเทอม พบว่า หากผู้ปกครองอนุญาตให้เด็กเล่นเกมมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน จะมีความเสี่ยงต่อการติดเกม 3 เท่า ในด้านปัจจัยการเลี้ยงดู ที่ทำให้เด็กติดเกม เกิดจาก พ่อแม่ ผู้ปกครอง ใช้อารมณ์ ขาดทักษะในการอบรมสั่งสอนลูก ทำให้มีโอกาสผลักดันให้เด็กติดเกมสูง ถึง 7 เท่า
ทั้งนี้ ที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก คือ การที่พ่อแม่ผู้ปกครอง อนุญาตให้ลูกเล่นเกม เนื่องจาก เกรงกลัวว่า ลูกจะเหงา จึงเป็นการทดแทนความรู้สึกผิดของตนเองที่ไม่สามารถดูแล และให้ความรักแก่ลูกได้ และใช้เกม เป็นเหมือนพี่เลี้ยงเด็กแทนตนเอง และที่น่าเป็นห่วงอีกประการหนึ่ง คือ การอนุญาตให้ลูกนำอุปกรณ์ไปติดตั้งในห้องนอนส่วนตัว ทำให้ผู้ปกครองไม่สามารถดูแลการเล่นเกมได้อย่างทั่วถึง ทั้งนี้พฤติกรรมของเด็กเมื่อถูกขัดขวางการเล่นเกม จะเกิดอาการตาขวาง ชัก ลงแดง และถึงขั้นขโมยเงินและหนีออกจากบ้านเพื่อไปเล่นเกมนอกบ้าน
“การป้องกันเด็กติดเกม ควรหากิจกรรมอื่นๆ ให้เด็กทำ เพื่อช่วยผ่อนคลายความเครียด จะมีโอกาสให้เด็กไม่ติดเกมได้ถึง 4 เท่า ที่สำคัญผู้ปกครองควรฝึกให้เด็กรับผิดชอบงานบ้าน สอนให้รู้จักแบ่งเวลา และมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมในครอบครัว จะทำให้เกิดความรักความใจกันมากขึ้น ในส่วนนโยบายรัฐ ควรผลักดันปัญหาเด็กติดเกมให้เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องการแก้ไขโดยเร่งด่วน รวมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจพื้นที่เสี่ยง ที่มีจำนวนเด็กติดเกมสูง เพื่อหามาตรการแก้ไขได้ตรงจุด และควรมีกฏคุมเข้มต่อการควบคุมร้านเกม โดยกำหนดโซนนิ่งพื้นที่ปลอดภัย ไม่ให้บริเวณโรงเรียนและชุมชนมีร้านเกมอยู่ หากเกิดขึ้นถือว่าผิดกฏหมาย ทั้งนี้เพื่อที่ป้องกันไม่ให้เด็กหมกมุ่นอยู่กับการเล่นเกมและเป็นปัญหาของชาติที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ ” ผช.ศ. นพ.ชาญวิทย์ กล่าว



