ไลฟ์สไตล์

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

14 พ.ค. 2553

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเกิดจากการก่อตัวของ Plaque ที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแคบลงหรืออุดตัน ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ทำให้เกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก อาจร้าวไปที่แขน ไหล่ กราม

ปัจจัยเสี่ยง
 - ความดันโลหิตสูง
 - ไขมันในเลือดสูง
 - เบาหวาน
 - อ้วน
 - สูบบุหรี่
 - ไม่ออกกำลังกาย
 - อายุเกิน 40 ปี
 - ญาติพี่น้องเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
การวินิจฉัย
 - เอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) เพื่อตรวจหัวใจโต ปอดบวมน้ำ
 - คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เพื่อตรวจจังหวะการเต้นของหัวใจ ภาวะหัวใจโต การขาดเลือดไปเลี้ยงหัวใจ
 - คลื่นไฟฟ้าขณะออกกำลังกาย (EST) เพื่อตรวจดูว่าหัวใจทำงานได้ปกติหรือไม่เมื่อต้องใช้กำลัง การตรวจนี้จะมีความแม่นยำสูงในการตรวจโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
 การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ (CAG) การตรวจสวนหัวใจ กระทำในห้องตรวจสวนหัวใจ (Cath lab) สามารถตรวจพบตำแหน่งของหลอดเลือดหัวใจตีบได้อย่างชัดเจน และสามารถรักษาโรคการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน หรือขดลวด
 การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน การสวนหัวใจเช่นเดียวกับการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ แพทย์จะสอดสายสวนซึ่งมีบอลลูนเล็กๆ เข้าไปในหลอดเลือดหัวใจที่ตีบ แล้วทำการขยายหลอดเลือดหัวใจ ผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บหน้าอกได้
 การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยขดลวด (Stent) กระทำเช่นเดียวกับการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน แพทย์จะวางขดลวดไว้ที่ตำแหน่งหลอดเลือดหัวใจตีบ เพื่อให้หลอดเลือดไม่ตีบแคบลงอีกหลังจากขยายหลอดเลือด
 ขดลวดเคลือบยา (Drug-ehbing stent) ขดลวดชนิดนี้ จะเคลือบด้วยยาที่ออกฤทธิ์ป้องกันการตีบซ้ำของหลอดเลือดหัวใจ
 การผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจตีบ (CABG) มีความจำเป็นเมื่อไม่สามารถขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน หรือขดลวดได้ แพทย์จะใช้หลอดเลือดจากผนังหน้าอก แขน หรือขา ของผู้ป่วย มาต่อที่หลอดเลือดหัวใจที่ตีบ เพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงหัวใจ การผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจตีบต้องกระทำในห้องผ่าตัดหัวใจ โดยอาจใช้เครื่องปอดหัวใจเทียม ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์
 ผู้ป่วยจะต้องพักรักษาอยู่ในศูนย์หัวใจของโรงพยาบาลประมาณ 7 วัน และพักฟื้นที่บ้านประมาณ 1 เดือน การดูแลร่างกายหลังการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ
โรงพยาบาลเกษมราษฎร์
โทร.0-2910-1600