
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเกิดจากการก่อตัวของ Plaque ที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแคบลงหรืออุดตัน ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ทำให้เกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก อาจร้าวไปที่แขน ไหล่ กราม
ปัจจัยเสี่ยง
- ความดันโลหิตสูง
- ไขมันในเลือดสูง
- เบาหวาน
- อ้วน
- สูบบุหรี่
- ไม่ออกกำลังกาย
- อายุเกิน 40 ปี
- ญาติพี่น้องเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
การวินิจฉัย
- เอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) เพื่อตรวจหัวใจโต ปอดบวมน้ำ
- คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เพื่อตรวจจังหวะการเต้นของหัวใจ ภาวะหัวใจโต การขาดเลือดไปเลี้ยงหัวใจ
- คลื่นไฟฟ้าขณะออกกำลังกาย (EST) เพื่อตรวจดูว่าหัวใจทำงานได้ปกติหรือไม่เมื่อต้องใช้กำลัง การตรวจนี้จะมีความแม่นยำสูงในการตรวจโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ (CAG) การตรวจสวนหัวใจ กระทำในห้องตรวจสวนหัวใจ (Cath lab) สามารถตรวจพบตำแหน่งของหลอดเลือดหัวใจตีบได้อย่างชัดเจน และสามารถรักษาโรคการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน หรือขดลวด
การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน การสวนหัวใจเช่นเดียวกับการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ แพทย์จะสอดสายสวนซึ่งมีบอลลูนเล็กๆ เข้าไปในหลอดเลือดหัวใจที่ตีบ แล้วทำการขยายหลอดเลือดหัวใจ ผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บหน้าอกได้
การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยขดลวด (Stent) กระทำเช่นเดียวกับการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน แพทย์จะวางขดลวดไว้ที่ตำแหน่งหลอดเลือดหัวใจตีบ เพื่อให้หลอดเลือดไม่ตีบแคบลงอีกหลังจากขยายหลอดเลือด
ขดลวดเคลือบยา (Drug-ehbing stent) ขดลวดชนิดนี้ จะเคลือบด้วยยาที่ออกฤทธิ์ป้องกันการตีบซ้ำของหลอดเลือดหัวใจ
การผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจตีบ (CABG) มีความจำเป็นเมื่อไม่สามารถขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน หรือขดลวดได้ แพทย์จะใช้หลอดเลือดจากผนังหน้าอก แขน หรือขา ของผู้ป่วย มาต่อที่หลอดเลือดหัวใจที่ตีบ เพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงหัวใจ การผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจตีบต้องกระทำในห้องผ่าตัดหัวใจ โดยอาจใช้เครื่องปอดหัวใจเทียม ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์
ผู้ป่วยจะต้องพักรักษาอยู่ในศูนย์หัวใจของโรงพยาบาลประมาณ 7 วัน และพักฟื้นที่บ้านประมาณ 1 เดือน การดูแลร่างกายหลังการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ
โรงพยาบาลเกษมราษฎร์
โทร.0-2910-1600



