
ปีที่70"สวนดุสิต"มุ่งพัฒนา4อัตลักษณ์เด่น
"ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมาของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต หรือ มสด. ซึ่งประกาศตนเป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทาง มุ่งมั่นพัฒนาความเก่งทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านการศึกษาปฐมวัย ด้านอุตสาหกรรมอาหารและบริการ ด้านอุตสาหกรรมบริการ และด้านพยาบาลศาสตร์ ให้มีความพร้อมทั้งทางด้าน
รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดี มสด. อธิบายถึงแนวทางในการพัฒนามหาวิทยาลัย
รศ.ดร.ศิโรจน์ กล่าวต่อว่า ในการพัฒนาอัตลักษณ์แต่ละด้าน มหาวิทยาลัยไม่เคยหยุดนิ่งในการสร้างองค์ความรู้ พัฒนาหลักสูตรเพื่อก้าวสู่ระดับแนวหน้า คือ ด้านการศึกษาปฐมวัย พัฒนาเครื่องมือ อุปกรณ์ เอกสารตำราเรียนที่ได้มาตรฐาน เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ อีกทั้งมีการจัดการศึกษาเอง คือ มีโรงเรียนสาธิตอนุบาลละอออุทิศ ซึ่งเป็นโรงเรียนอนุบาลของรัฐแห่งแรกของประเทศไทย และจัดการศึกษาร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยเปิดสอนให้แก่ครูและพี่เลี้ยงเด็กถึง 75 ศูนย์ทั่วประเทศ
ด้านต่อไป อุตสาหกรรมอาหารและบริการ อีกหนึ่งอัตลักษณ์ที่บ่งบอกถึงตัวตนของ มสด. มีการจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับอาหารจนได้รับการยอมรับจากหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศให้เป็นต้นแบบในการจัดการศึกษา แถมยังจัดตั้งโรงเรียนการอาหารนานาชาติเพื่อการศึกษา ฝึกอบรมแก่นักศึกษาและประชาชนทั่วไปทั้งอาหารไทย อาหารต่างชาติ จนปัจจุบันต้องมีการขยายโรงเรียนเพิ่มขึ้นอีก
นอกจากนั้น ด้านอุตสาหกรรมบริการ สาขาธุรกิจการท่องเที่ยว การโรงแรม กลุ่มวิชาภัตตาคารและร้านอาหารแบบเร่งด่วน มหาวิทยาลัยได้พัฒนาหลักสูตรให้ผู้เรียนมีลักษณะเด่นทางด้านบุคลิกภาพในอุตสาหกรรมบริการ มีทักษะการสื่อสาร มีแหล่งฝึกประสบการณ์วิชาชีพ โรงเรียนสวนดุสิตเพลส หรือสาขาธุรกิจการบิน ได้มีความร่วมมือสถาบันการบินพลเรือน ในการพัฒนาหลักสูตร เพื่อความเป็นเลิศในธุรกิจการบิน และ ด้านพยาบาลศาสตร์ มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพเด็กและผู้สูงอายุ เพื่อสอดคล้องโครงการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ด้านเด็กปฐมวัยและผู้สูงอายุ ภายใต้การรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และสภาการพยาบาล
"มหาวิทยาลัยไม่ได้มุ่งพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนทั้งทางวิชาการ การพัฒนาครูอาจารย์ และอุปกรณ์ต่างๆ เฉพาะใน 4 อัตลักษณ์หลักเท่านั้น แต่ในทุกสาขาวิชาที่ มสด.เปิดสอนต่างยึดหลักการบริหารเหมือนกัน นั่นคือ ประโยชน์ของนักศึกษา คุณภาพ คุณลักษณะของบัณฑิตที่มีความแตกต่าง มีบุคลิกภาพที่โดนเด่น และมีความพร้อมในการทำงาน ไม่ใช่เป็นเพียงบัณฑิตที่จบพร้อมใบปริญญาเท่านั้น"
อธิการบดี มสด. กล่าวต่อว่า สำหรับปีการศึกษา 2553 มสด.จัดตั้งโรงเรียนเพิ่มขึ้น 2 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนการเรือน แหล่งรวบรวมหลักสูตรที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหาร หลักสูตรคหกรรมศาสตร์ หลักสูตรวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร รวมไปถึงศูนย์ฝึกอาหารนานาชาติ จะเปลี่ยนเป็นโรงเรียนการอาหารนานาชาติ และอยู่ภายใต้การดูแลของโรงเรียนการเรือน
ส่วนอีกแห่ง โรงเรียนการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ โดยใช้สถานที่ศูนย์การศึกษาสุพรรณบุรี และเป็นการรวบรวมหลักสูตรที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวและโรงแรม โดยทั้งสองแห่งจะใช้หลักบริหารเช่นเดียวกับคณะหนึ่งคณะ ดังนั้น ความพร้อมเรื่องของบุคลากร หลักสูตร จะเป็นไปอย่างครบวงจร
มหาวิทยาลัยจะอยู่รอดได้ นอกจากการบริหารงานของผู้บริหาร งบประมาณแล้วยังต้องขึ้นอยู่กับนักศึกษาด้วย เพราะในอนาคตมหาวิทยาลัยไม่ใช่เป็นผู้เลือก แต่เด็กจะเป็นผู้เลือกมหาวิทยาลัยแทน
"ตอนนี้บทบาทของมหาวิทยาลัยเปลี่ยนแปลงไป นอกจากเป็นแหล่งองค์ความรู้แล้ว ยังถือเป็นธุรกิจการศึกษาด้วย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มหาวิทยาลัยต่างใช้กลยุทธ์เพื่อดึงดูดนักศึกษา แต่สำหรับ มสด.สิ่งที่นำมาแข่งขัน คือเรื่องของคุณภาพ เพราะต่อให้มหาวิทยาลัยมีนโยบายมอบโน้ตบุ๊กแก่นักศึกษา แต่นั่นไม่ใช่เป็นการให้เปล่า นักศึกษาต้องมีเกรดเฉลี่ย 2.5 ขึ้นไปตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 และปีที่ 2 ต่อจะได้ อีกทั้งนักศึกษา มสด.ต้องเรียนภาษาจีน นอกเหนือจากภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อที่นักศึกษาจะได้มีความพร้อมด้านภาษา สู่โลกของการทำงาน"
รศ.ดร.ศิโรจน์กล่าวทิ้งท้ายว่า ตอนนี้ทุกมหาวิทยาลัยต้องค้นหาอัตลักษณ์ของตนเอง และพัฒนาขีดความสามารถให้สูงขึ้น เพราะหากไม่มีการพัฒนาทั้งเรื่องวิชาการ คณาจารย์ อุปกรณ์ เทคโนโลยี และคุณภาพบัณฑิต สุดท้ายมหาวิทยาลัยหากปิดตัวลงได้ เนื่องจากไม่มีผู้ใดเข้าเรียน ดังนั้นผู้บริหารมหาวิทยาลัยต้องยึดเรื่องของคุณภาพเป็นที่ตั้ง อย่าคิดแต่เรื่องของความอยู่รอดเพียงอย่างเดียว
"มสด." อีกหนึ่งแหล่งผลิตบัณฑิตที่มีบุคลิกภาพโดดเด่น องค์ความรู้แน่น พร้อมสู่โลกของการทำงาน ซึ่งปีการศึกษานี้ จะเปิดรับนักศึกษา 2,500 คน สนใจติดต่อเยี่ยมชม มสด. โทร.0-2244-5555 หรือ www.dusit.ac.th



