
อุ่นไอร้อนแรกของปีที่สวรรค์ชั้น 6.."ปารดี"
ในเมื่อคลื่น "ลมหนาว" อาจหาญสาดซัด "สายฝนแห่งวสันตฤดู" ให้กระเซ็นจางหายไปเร็วกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา
ก็คงผิดแปลกอะไร หากสายลมร้อนแห่งคิมหันตฤดูจะทำหน้าที่ดีดกระแทก "สายลมเหมันต์" ให้หลุดกระเด็นออกไปจากวงจรแห่งฤดูกาลได้รวดเร็วกว่าที่ควรจะเป็นเฉกเช่นเดียวกัน
ปีนี้หลายคนแสดงความกังวลใจว่าอากาศจะร้อนสูงและแล้งนาน แต่ไม่ใช่ "ฉัน" เพราะนั่นหมายความว่า โอกาสในการเสาะแสวงหาสถานที่ท่องทางเที่ยวทะเลอันเป็นกิจกรรมสุดโปรดสำหรับปีนี้จะได้มาเยือน "เร็ว" และยืดเวลาออกไปอีก "นาน" ขึ้น นั่นเอง
ช่วงเดือนกุมภาพันธุ์ที่ผ่านมาในขณะที่ภาคเหนือของเรา ยังพอจะมีไอเย็นฉาบผิวกายให้รู้สึกได้สะทกสะท้านบ้าง แต่บนเส้นทางสายกรุงเทพฯ-ชลบุรี เปลวแดดช่วงบ่าย ยังคงทำหน้าที่แผดเผาสรรพสิ่งบนโลกเบี้ยวๆ ด้วยความร้อนแรงได้อย่างคงเส้นคงวา โดยไม่มีท่าทีว่าจะผ่อนปรน เช่นเดียวกับพนักงานขับรถตู้ซึ่งกระหน่ำเหยียบคันเร่งทำความเร็ว พาทุกคนมุ่งหน้าสู่ท่าเรือบ้านเพ จังหวัดระยอง ราวกับว่ากำลังหนีการไล่ล่าจากพลังงานแสงอาทิตย์อย่างเอาเป็นเอาตายก็ไม่ปาน
หลังจากเรือด่วนพาฉันและเพื่อนร่วมทริปลัดเลาะตัดเกลียวคลื่นของทะเลฝั่งอ่าวไทยไปยังส่วนคอคอดบริเวณใต้สุดของ "เกาะเสม็ด" หรือ "แก้วพิสดาร" ตามตำนานในวรรณคดีชิ้นเยี่ยมเรื่องพระอภัยมณีของ "สุนทรภู่" สุดยอดกวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ "ปารดี รีสอร์ท แอนด์ สปา" หรือ "สวรรค์ชั้น 6" ตามคำบอกเล่าของ "ก้อง" เกรียงศักดิ์ หรรษา ผู้จัดการทั่วไป
ด้วยระยะห่างจากชายฝั่งระยองราว 20 ไมล์ทะเล ถ้าใช้บริการเรือโดยสารหวานเย็นทั่วๆ ไป คงต้องนั่งโต้สายลมปะทะแสงแดดนานนับชั่วโมง แต่ด้วยความสามารถพิเศษเฉพาะตัวของเรือด่วนลำนี้ เพียงอึดใจ (ใหญ่ๆ) เท่านั้น พวกเราก็โบยบินจากริมตลาดบ้านเพสู่สวรรค์ชั้น 6 ได้แบบชิล...ชิล แต่ถึงกระนั้นพวกเราก็ต้องอดทนต่อแรงกระแทกกระทั้นขณะที่เรือแล่นตัดเกลียวคลื่นจนตับแทบทรุดลงมากองรวมกับกระเพาะบ้างในบางจังหวะ...เป็นการยืนยันคำพูดที่ว่า...หนทางสู่สวรรค์ไม่ง่ายดายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก (เกี่ยวกันมั้ย!!)
ทางสู่สวรรค์นอกจากจะลำบากแล้ว ยังให้ความรู้สึกหวาดเสียวได้ในคราวเดียวกัน โดยเฉพาะสะพานเทียบเรือด้านหน้ารีสอร์ท ที่ฉันแอบตั้งชื่อให้ว่า "สะพานลอยสู่สวรรค์" เนื่องจากมันลอยเท้งเต้งอยู่บนผิวน้ำแบบไร้หลักยึด ก่อนย่างเท้าก้าวเดินจึงต้องตั้งสติให้มั่น มิเช่นนั้นละก็ เป็นได้ลงไปลอยคอให้ปลาสลิดทะเลตัวเล็กตัวน้อยฝูงโตหัวเราะเยาะเอิ๊กๆ อ๊ากๆ แน่ๆ
ความจริงภารกิจหลักของการเดินทางข้ามน้ำท้าแดดท้าลมครั้งนี้ ก็เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานในโครงการ "Adopt-a-Turtle คืนเต่าทะเลสู่ธรรมชาติหมู่เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง" ของโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเสม็ดรีสอร์ท อันได้แก่ ปารดี เลอวิมาน คอทเทจ แอนด์ สปา อ่าวพร้าว รีสอร์ท ทรายแก้วบีช รีสอร์ท เสม็ดคลับ และมุกเสม็ด ที่ร่วมมือกับศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตะวันออก เกาะมันใน ในการอนุรักษ์เต่าทะเลนั่นเอง
แต่เป็นเพราะคำบอกเล่าของ "พ่อบ้านก้อง" (ฉันแอบยกตำแหน่งนี้ให้โดยเจ้าตัวไม่ทันได้คัดค้าน) ที่บรรยายความงดงามของสวรรค์ชั้น 6 จนมนุษย์ยังไม่สิ้นกลิ่นกิเลสอย่างฉันหลงลืมเรื่องอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง แล้วตั้งหน้าตั้งตาสำรวจสวรรค์น้อยๆ ซึ่งถูกโอบล้อมอยู่ท่ามกลางหาดทรายทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก ทำให้สามารถชมบรรยากาศแสนอบอุ่นของพระอาทิตย์ตั้งแต่แสงแรกที่ส่องประกายพ้นขอบฟ้าจนถึงเวลาพระอาทิตย์อัสดงในยามเย็นได้ในแห่งเดียว
บวกกับสไตล์การตกแต่งเรือนพักทั้งหมด 40 วิลล่าตามแบบบ้านเขตร้อน แต่โดดเด่นด้วยวิวทิวทัศน์ของแต่ละหลังจะต่างกันไป อีกทั้งภายในแยกบริเวณที่นั่งเล่น ห้องรับประทานอาหารอย่างเป็นสัดส่วน มีมุ้งม่านประดับประดา เครื่องใช้ไม้สอยออกแบบให้ดูเหมือนของเก่า แต่หรูหราด้วยโทนคู่สีเหลืองตัดด้วยโมเสกสีม่วงของห้อง ห้องน้ำเป็นแบบเปิดโล่งให้ได้สัมผัสธรรมชาติภายนอกอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีบริการสระว่ายน้ำส่วนตัวพร้อมจากุชชี่ส่วนตัว
ก่อนจะสลับโหมดไปพูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม อันเป็นวิถีอีกบทบาทหนึ่งที่พ่อบ้านหนุ่มแห่งปารดีรีสอร์ทให้ความสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าให้บริการแบบเอ็กคลูซีฟ ฉันมีโอกาสได้ทำความรู้จัก "ปารดี สปา" หนึ่งในหลายๆ บริการชั้นเลิศจากสวรรค์ชั้น 6 ที่การันตีด้วย รางวัลยอดเยี่ยมประเภทเดสทิเนชั่น สปา จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
จากท่วงทำนองและลีลาการนวดแบบผสมผสานระหว่างศาสตร์แผนไทยกับศาสตร์แนวบำบัด โดยใช้กลิ่นของน้ำมันหอมและเทคนิคการนวดแบบอโรม่า ซึ่งมีให้เลือกถึง 4 แบบ 4 สไตล์ ตามหลักธาตุทั้งสี่ ได้แก่ ธาตุไฟ ซึ่งตกแต่งด้วยโทนสีแดงและวัสดุที่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่น ความมีพลังแต่ไม่ร้อนแรง ขณะที่ธาตุน้ำ ตกแต่งภายในด้วยโทนสีน้ำเงินและวัสดุที่สัมผัสได้ถึงความสดชื่น ฉ่ำเย็นประดุจว่ากำลังเดินเล่นอยู่ในสายน้ำ ส่วน ธาตุลม เลือกใช้โทนสีม่วงตกแต่งและวัสดุที่สัมผัสได้ถึงความสบายตา สบายใจดังสายลม และสุดท้าย ธาตุดิน ตกแต่งด้วยโทนสีเหลืองทองและวัสดุที่สัมผัสได้ถึงไอดินกลิ่นทราย ทำให้ร่างกายเกิดความสมดุลย์ กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว...หลังจากได้สัมผัสความเย้ายวนและรื่นรมย์สปาแห่งสรวงสวรรค์ชั้น 6 ฉันต้องยอมปักใจเชื่อโดยไร้ข้อโต้แย้ง!!
อีกหนึ่งเสน่ห์ของรีสอร์ทเล็กๆ แห่งนี้ที่มัดใจฉันจนอยู่หมัดนั่นคือ การให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะโครงการอนุรักษ์และขยายพันธุ์เต่าทะเลที่เห็นว่าจัดโซนนิ่งไว้เต่ากลับมาวางไข่กันเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีการจัดการเรื่องน้ำเสียให้สามารถนำกลับมาใช้ (รดต้นไม้) ใหม่ และการลดปัญหาขยะล้นเกาะ ด้วยการหมักเศษใบไม้และเศษอาหารทำเป็นปุ๋ยชีวภาพไว้ใช้เอง ยังไม่นับรวมการชักชวนให้พนักงานร่วมกันปลูกพืชผักสวนครัวไว้กิน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังส่งผลให้สภาพแวดล้อมของสวรรค์น้อยๆ นี้ดียิ่งขึ้นอย่างน่าประทับใจอีกซะด้วย
อาจเทียบขั้นไม่ได้กับป่าหิมพานต์หรือสวนอีเดนในตำนาน แต่สำหรับการประเดิมอุ่นไอร้อนแรกของปีที่ "ปารดี" ก็ทำให้ฉันรู้สึกดี๊ดี เพราะเขามีความจริงใจต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง



