
สพฐ.โบ๊ยชินวรณ์ชี้ขาดอบรมธรรมะกับธรรมกาย
สพฐ.โยนเผือกร้อน ชินวรณ์ ตัดสินใจล้มหรือเดินหน้าโครงการความร่วมระหว่างสพฐ.และวัดธรรมกายอบรมเยาวชน ผู้บริหารสถานศักษา ผู้นำท้องถิ่น 10.7 ล้านคน งบประมาณ 1.3 พันล้านบาท เรียกสมาคมพุทธศาสตร์สากลหารือ พศ.และมส.ไม่ทราบเรื่อง ศน.ชี้ให้ทุนมีเงื่อนไขผิดหลักคำ
(10พ.ค.) จากกรณีที่กลุ่มพุทธศาสนิกชน ผู้นำเครือภาคประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ จำนวน 42 คน ได้ลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขอให้ระงับการลงนาม ข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการยกระดับมาตรฐานศีลธรรมเชิงบูรณาการ ตามโครงการฟื้นฟูศีลธรรมโลกระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กับสมาคมพุทธศาสตร์สากลในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระมหามังคลาจารย์ ซึ่งเป็นองค์กรหนึ่งในสังกัดวัดพระธรรมกาย
เนื่องจากผู้ร่วมลงชื่อมีความวิตกกังวลกับการที่หน่วยราชการจะทำข้อตกลงสัญญาให้สถาบันที่ ยังมีข้อเคลือบแคลงดำเนินการอบรมเยาวชนอนาคตของชาติและผู้นำการศึกษา ผู้นำท้องถิ่นถึง 10,700,000 คน ในระยะ เวลา 3 ปี อาจจะกลายเป็นการใช้เครื่องแบบของพระพุทธศาสนาสร้างลัทธิบูชาวัตถุนิยม ซึ่งแก่นแท้ของ พระศาสนาอาจจะหายไปจากชาติไทยในที่สุด ทั้งนี้ในร่าง MOU ดังกล่าวทางสมาคมพุทธศาสตร์สากลฯ ได้ยื่นข้อเสนอแผนการให้ทุนการศึกษาประมาณ 1,332 ล้านบาท เพื่อมอบเป็นุทนการศึกษา โดยมีเงื่อนไขให้ สพฐ.สนับสนุน ให้หน่วยงานการศึกษา สถานศึกษา ผู้บริหาร ครู นักเรียนในสังกัดเข้าร่วมอบรม
ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ( กพฐ.) กล่าวว่า สำหรับเรื่องดังกล่าวยังไม่มีการทำ MOU แต่อย่างใด โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา ของ สพฐ. ได้เสนอเรื่องดังกล่าวมายังตน ซึ่งเห็นว่าควรมีการปรึกษาหารือถึงข้อดีข้อเสียกับส่วนต่างๆ เพื่อให้เกิดความรอบคอบก่อนจะมีการทำ MOU ทั้งนี้ สพฐ.จะนำเรื่องดังกล่าว มาพิจารณาหารือถึงรายละเอียด ตามที่มีข้อท้วงติงถึงความไม่เหมาะสม ซึ่งโดยหลักการแล้ว สพฐ. จะทำอะไรก็ตามที่เป็นการส่งเสริมให้นักเรียนพัฒนาด้านคุณธรรม ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพียงแต่ว่าหากมีข้อทักท้วง ก็พร้อมนำข้อทักท้วงดังกล่าวมาพิจารณา อย่างไรก็ตาม ในช่วงบ่ายของวันนี้ (10 พ.ค.) สพฐ.จะเชิญสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สมาคมพุทธศาสตร์สากลฯ มาหารือเป็นการภายใน จากนั้นจะรายงานผลการหารือเสนอต่อนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศธ. เพื่อตัดสินใจว่าจะยกเลิก MOU หรือเดินหน้าดำเนินโครงการต่อไป ภายในวันที่ 11 พ.ค.นี้
“โดยหลักแล้วมองว่าการรวมพลังจากทุกภาคส่วน เพื่อให้นักเรียนและเยาวชน ได้เป็นเด็กดี มีคุณธรรมนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะฉะนั้นถือเป็นประเด็นที่ สพฐ.จะต้องสนับสนุนกิจกรรมที่สร้างสรรค์ อย่างไรก็ตามยืนยันว่าจะพิจารณาถึงข้อท้วงติงเพื่อให้ทุกขั้นตอนดำเนินอย่างถูกต้อง” เลขาธิการ กพฐ. กล่าวและว่า สำหรับงบประมาณจำนวน 1,332 ล้านบาทนั้น ในเบื้องต้นทราบว่าเป็นงบสนับสนุนจากทางสมาคมพุทธศาสตร์สากลฯ ที่เสนอให้ทุนการศึกษาสำหรับเด็กที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งไม่ใช้งบประมาณในส่วนของ สพฐ. ที่สำคัญ สพฐ.ไม่ใช่หน่วยงานที่ต้องระดมทุนจัดหางบประมาณมาเพื่อดำเนินโครงการดังกล่าว แต่เป็นเพียงต้นสังกัดของสถานศึกษาที่ต้องดูแล นักเรียน และบุคลากร ส่วนที่มีการระบุว่าตัวแทนจากสมาคมพุทธศาสตร์สากลฯ เข้าพบตนเมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมานั้น ไม่เป็นความจริงเพราะยังไม่มีการพูดคุยกันแต่อย่างใด
MOUสพฐ.กับวัดพระธรรมกายไม่ได้แจ้ง มส.
นางจุฬารัตน์ บุณยากร ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวว่า ทางมหาเถรสมาคม(มส.) และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ไม่ทราบเรื่องการเตรียมการลงบันทึกข้อตกลงระหว่างวัดพระธรรมกาย กับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน อีกทั้งไม่ได้มีการนำเข้าแจ้งต่อที่ประชุมมหาเถรฯด้วย ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่แต่ละวัดสามารถดำเนินการได้ นอกจากจะเป็นเรื่องที่ทางวัดต้องการขอความร่วมมือจากพระสังฆาธิการทั่วประเทศ จึงจำเป็นที่จะต้องนำเข้าที่ประชุมมหาเถรฯ เพราะต้องใช้อำนาจของมหาเถรฯในการสั่งการ
" ส่วนในกรณีนี้หากทางวัด และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเห็นสมควรว่าควรจะนำเข้าแจ้งต่อที่ประชุมมหาเถรฯ ก็สามารถทำได้ " ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าว
ศน.ชี้ให้ทุนมีเงื่อนไขผิดหลักคำสอนพุทธศาสนา
นายกฤษศญพงษ์ ศิริ รองอธิบดีกรมการศาสนา(ศน.) กล่าวว่า การนับถือโดยให้ทุนการศึกษานั้น ตนไม่ค่อยเห็นด้วยกับวิธีการนี้เท่าไหร่ เพราะต่อไปจะทำเผยแพร่สิ่งใดก็ต้องมีเงื่อนไข ก็ไม่เข้าถึงพระพุทธศาสนาสักที หลักของการเผยแพร่คำสอนของทุกศาสนานั้นเป็นเรื่องของการเผยแพร่หลักปฎิบัติ ตั้งจิต นั่งสมาธิ ตั้งสติ และคำนึงถึงหลักธรรมคำสอนและปฎิบัติตามนั้น ไม่มีสิ่งอื่นใดเจือปน นื่คือหลักการให้ไว้แก่พุทธศาสนิกชน แต่ถ้าหากมีอะไรเป็นสิ่งจูงใจมากเกินไป ถือว่าไม่ใช่ เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะ ซึ่งการนับถืออาจถูกมองว่านับถือด้วยใจ หรือนับถือด้วยสิ่งของจูงใจ
"อย่างไรก็ตาม การเผยแผ่หลักศาสนาของทุกองค์กร ย่อมเป็นที่จับตาของสังคมโดยรวม เราคงไม่ปฎิเสธการเผยแพร่นั้นจะไม่มีใครรู้ ทุกคนมองกันอยู่ เพียงแต่ว่าหน่วยงานนั้นจะมีการเผยแพร่เกิดสะกิดใจสังคมขึ้นมาว่า การเผยแผ่ศาสนาเช่นนั้นใช่หรือไม่ แบบนี้จึงต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก ส่วนสังคมเองก็ต้องช่วยกันดูแลและใช้วิจารณญาณว่าวิธีการเผยแพร่เช่นนี้เหมาะสมหรือไม่"รองอธิบดีกรมการศาสนา กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีดังกล่าวมองเป็นเรื่องการเผยแผ่ตามหลักศาสนาหรือมีนัยสำคัญแฝงอยู่หรือไม่ รองอธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวตนไม่สามารถเข้าไปวิพากษ์วิจารณ์ในส่วนลึกๆเข้าไปได้ บอกได้แต่เพียงว่าวิธีการเผยแพร่ของวัดพระธรรมกายเหมาะสมหรือไม่ การอบรมให้ความรู้แก่ครูอาจารย์ สอนคุณธรรม ศีลธรรม เพื่อให้ครูบาอาจารย์เหล่านั้นนำความรู้ไปเผยแพร่ต่อให้เด็กและเยาวชน นับเป็นเรื่องที่ดี แต่จะทำยังไงไม่ให้มีสิ่งที่เรียกว่าเงื่อนไข เพราะไม่สมควรมี ทุกหน่วยงานต้องระมัดระวัง ความเลื่อมใสศรัทธามันอยู่ที่จิตใจ ศรัทธาในสิ่งที่ดีงาม ไม่ควรมีสิ่งล่อหรืออย่างอื่นที่ดูแล้วไม่เหมาะ ส่วนเหตุผลว่าความร่วมมือดังกล่าวเป็นการเพิ่มศาสนทายาทนั้น ตนคิดว่าการสร้างศาสนทายาทนั้น สังคม ครอบครัว พ่อแม่ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ผู้บริหาร หน่วยงาน กระทรวงทบวงกรมต่างๆ สื่อมวลชนก็สามารถสร้างศาสนทายาทได้ทุกคน แต่จะทำอย่างไรให้เป็นเรื่องที่เหมาะสมมากกว่า
“บางคนอาจจะคิดว่าการให้ทุน การอบรมเด็ก การเข้าค่ายอบรมแบบมีเงื่อนไขเช่นนี้ อาจจะเป็นวิธีการหนึ่งของการสร้างศาสนทายาท เป็นวิธีการที่จะทำได้ผล จึงเป็นสิทธิที่ทุกคนจะคิดเช่นนั้นได้เวลาคิดโปรเจค หรือคิดงาน คิดโครงการขึ้นมา แต่สิ่งที่จะกระทบและต้องระมัดระวังว่าจะมีสิ่งที่กระทบเกิดขึ้นหรือไม่ กระทบต่อภาพการเผยแพร่พระพุทธศาสนาด้วยหรือไม่ ควรต้องไตร่ตรองดู ในทางกลับกัน หากเป็นการเผยแผ่ที่ไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย อย่างที่เราไปวัด ทำบุญเอง อยู่ที่บ้านกราบพระพุทธรูป ไหว้พระสวดมนต์ หรือพาลูกพาหลานไปวัด เราก็ไม่เคยมีเงื่อนไขอะไรมาจูงใจ เป็นเรื่องของศรัทธา แทบจะไม่ต้องใช้เงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันสังคมก็ต้องช่วยกันหาทางออกให้กับเรื่องนี้ด้วย หากไม่ใช่วิธีการเผยแผ่แบบมีเงื่อนไขแล้วมีวิธีการอื่นอีกหรือไม่ ทำให้ทุกคนหันกลับมาเข้าใจในหลักธรรมคำสอนพระพุทธศาสนา นำไปปฎิบัติได้อย่างแท้จริง อย่างคณะบุคคลที่ไปทักท้วงวิธีการเผยแผ่ของวัดพระธรรมกายก็เหมือนกัน ต้องมีทางออกสำหรับเรื่องนี้ด้วย” รองอธิบดีกรมการศาสนา กล่าว
ต่อคำถามที่ว่า ควรชะลอความร่วมมือระหว่างวัดพระธรรมกายกับ สพฐ. ไว้ก่อนหรือไม่ นายกฤษศญพงษ์ กล่าวว่า เวลาทำกิจกรรมอะไร หากมีการทักท้วง แล้วเราเอามาปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีแก่พระพุทธศาสนา ก็สมควรมีการทบทวน ปรับปรุง และพูดคุยหารือหลายๆฝ่ายให้คำแนะนำ ให้ทางออกซึ่งกันและกัน ทำให้ดำเนินกิจกรรม โครงการต่างๆต่อไปได้



