ไลฟ์สไตล์

โรดแม็พนายกฯ สู่ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

โรดแม็พนายกฯ สู่ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

08 พ.ค. 2553

เป็นอันว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ยืดเยื้อมาก็ควรได้ยุติ โดยการยอมรับแผนปรองดอง 5 ข้อที่เสนอโดยนายกฯ อภิสิทธิ์ ซึ่งจะมีผลให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 14 พฤศจิกายน หนึ่งในแผนปรองดองที่สำคัญ คือการแก้ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยที่สั่งสมมาอย่า

  "มีพี่น้องที่มาชุมนุมได้เห็นถึงความไม่เป็นธรรม รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกทอดทิ้ง ไม่ได้รับโอกาส หรือรู้สึกถูกรังแก ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก หากยังทำให้รู้สึกแบบนี้อยู่จะทำให้เกิดความรู้สึกขัดแย้ง สิ่งที่เราจะช่วยกันทำคือ พี่น้องจะได้รับการดูแลด้วยระบบสวัสดิการที่ดี การศึกษา สาธารณสุข และการมีอาชีพ มีรายได้ มีความมั่นคงในชีวิต รวมถึงพี่น้องที่มีเรื่องทุกข์ร้อน มีหนี้สิน ไม่มีที่ดินทำกิน จะได้รับการดูแลอย่างเป็นระบบ ซึ่งการสร้างกระบวนการปรองดองที่พูดถึงขณะนี้จะมีการดึงเอาทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ทั้งเรื่องสวัสดิการ โอกาส และสร้างรายได้ที่ประมวลผลได้ ทั้งนี้ยังต้องให้รัฐบาลทุกรัฐบาลที่เข้ามาแก้ไขปัญหาได้ทำงานอย่างต่อเนื่อง"

 แผนปรองดองข้อนี้เรียกสั้นๆ ว่า “รัฐสวัสดิการ” ที่ประชาชน ชาวบ้านตาดำๆ จะได้รับการดูแลคุณภาพชีวิต “อย่างเป็นระบบ” โดยเน้นการมีส่วนร่วมจาก “ทุกภาคส่วน” ฟังดูดี ดูเท่ ไม่มีใครสามารถโต้แย้งได้ว่าคุณภาพชีวิตที่ว่านี้เป็นสิ่งที่พี่น้องชาวชนบทควรได้รับการดูแล และอันที่จริงควรเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้วด้วย แต่หมายความว่า ก่อนที่จะเกิด “รัฐสวัสดิการ” ตามที่ท่านนายกฯ นำเสนอ ท่ามกลางสภาพซากปรักหักพังของสังคมไทย ท่านนายกฯ จะต้องทำสิ่งต่อไปนี้
 1.ปฏิวัติวงการตำรวจ ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ตำรวจทำหน้าที่ “พิทักษ์สันติราษฎร์” มิใช่ “พิฆาตสันติราษฎร์” เพราะตำรวจเป็น “กลไก” ในการสร้างความยุติธรรมที่สำคัญ

 2.ปฏิวัติระบบราชการทั้งระบบ ถ้าไม่ปฏิวัติก็ต้องทำให้ระบบราชการที่ไร้ประสิทธิภาพนี้ “เล็ก” จนหมดสภาพความเป็น “นาย” กลายเป็น “ข้า” ของประชาชนให้ได้

 การจะปฏิวัติทั้ง 2 ข้อข้างต้นหมายความว่า รัฐบาลจะต้องหยุด ระบบการซื้อขายตำแหน่งให้ได้

 3.ปฏิวัติระบบการศึกษา หยุดเอา “เด็กดี เด็กเก่ง” ออกไปจากชนบท การศึกษาของท้องถิ่นจำเป็นต้องรับใช้ท้องถิ่นทั้งในแง่ของการดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ทรัพยากรมนุษย์ และทรัพยากรธรรมชาติ

 4.มอบอำนาจการจัดการบริหารทรัพยากรท้องถิ่นให้เกิด “ครู คลัง ช่าง หมอ” ของท้องถิ่นเอง โดยมี รัฐ เป็น “ผู้อำนวยความสะดวก”

 ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นเพียงปัญหาหลักๆ ที่ท่านนายกฯ ต้องทำก่อน แต่ทั้งหมดจะไม่เกิดขึ้น ถ้าท่านนายกฯ ไม่ “ปฏิวัติเพื่อนของท่าน” คือ นักการเมือง ที่เป็นนักการเมืองในพรรคของท่าน พรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้าน เมื่อเอ่ยถึงนักการเมือง

 ข้อสรุปสุดท้ายก็มารวมศูนย์อยู่ที่ ปัญหา “คอรัปชั่น” และนี่ก็เป็นที่มาของประสบการณ์เข้าขั้น failed state หรือ รัฐล้มเหลว ของท่านนายกฯ ที่ไม่สามารถบังคับใช้กลไกรัฐในการควบคุมดูแลให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายของบ้านเมืองได้ จนท่านต้องเสนอแผนปรองดอง เพื่อหลีกเลี่ยงสภาวะรัฐล้มเหลวดังกล่าว

  อาจาร์ยักษ์อยากจะฝากท่านนายกฯ ให้ท่าน “คิดอย่างยั่งยืน รอบด้าน” ด้วยกลัวว่าอิทธิพลความคิดเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่ท่านได้ร่ำเรียนมา จะทำให้ท่านไม่อาจ “หลุดกรอบ” ความคิดเศรษฐศาสตร์ทุนตะวันตก ที่กำลังพาผู้คนทั้งโลก เดินลงเหว ได้ อยากให้ท่านกลับมาข้อ 1 ของแผนปรองดองที่จะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ การปกป้องที่ดีที่สุดในยามนี้คือ การเอาหัวใจของปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” มาลงสู่ภาคปฏิบัติให้เกิดผลจริง ทั่วทั้งแผ่นดิน

 แล้วท่านจะเห็นกับตาว่า “ความสุข” และ “คุณภาพชีวิต” ที่ท่านต้องการให้เกิด จะอยู่คู่กับ สยามเมืองยิ้ม แห่งนี้ตลอดไป

"อาจารย์ยักษ์  มหาลัยคอกหมู"