ไลฟ์สไตล์

หมอนวดสมองไหลต่างชาติดึงตัวทำงานเพียบ

หมอนวดสมองไหลต่างชาติดึงตัวทำงานเพียบ

06 พ.ค. 2553

หมอนวดไทยสมองไหล ต่างชาติดึงตัวไปทำงานเพียบ "จุรินทร์" ประกาศดันไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์นานาชาติภายในปี 2557 เน้นบริการการรักษา-สปา-แพทย์แผนไทย-สมุนไพร ย้ำต้องไม่กระทบการดูแลสุขภาพคนไทย

 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมนโยบายรัฐบาลด้านเมดิคัล ฮับ (ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ) ของประเทศไทยเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ขณะนี้ได้จัดแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติในปี 2553-2557 ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ฉบับที่ 2 โดยจะกำหนดให้มีบริการที่เป็นแหล่งรายได้ 4 ด้าน คือ 1.เน้นการบริการรักษาพยาบาลเพื่อเดินหน้าเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ แต่จะต้องไม่เกิดผลกระทบต่อการดูแลสุขภาพของคนไทย 2.การบริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพประเภทสปา 3.การส่งเสริมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และ 4.สนับสนุนสมุนไพรไทย และผลิตภัณฑ์ที่มาจากสมุนไพร

 นายอภิชัย เจียรอดิศักดิ์ ประธานสมาพันธ์สปาไทย กล่าวว่า ในปัจจุบันมีสถานประกอบการสปากว่า 1,200 แห่ง แต่มีสปาเพื่อสุขภาพ ที่อยู่ในระบบได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุขเพียงกว่า 300 แห่ง  กว่า 600 แห่งอ้างว่าเป็นสปาเพื่อสุขภาพ ส่วนที่เหลือไม่ระบุแน่ชัดว่าเป็นสปาประเภทใด ทั้งยังมีพวกสปาแอบแฝงด้วย ดังนั้น ขณะนี้กำลังมีการร่าง พ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ซึ่งจะทำให้สามารถยกระดับสปาได้ และมีระบบ ระเบียบที่ชัดเจน ที่สำคัญจะเกิดความเป็นธรรมในการเก็บค่าธรรมเนียมสถานประกอบการ เพราะในขณะนี้สปาถูกเก็บค่าธรรมเนียมตาม พ.ร.บ.สาธารณสุข ในกลุ่มเดียวกับสถานประกอบธุรกิจที่เสี่ยงอันตราย ทั้งที่สปาเป็นสถานที่เพื่อสุขภาพ

 “ในส่วนของบุคลากรในสปาก็ยังมีไม่เพียงพอ ทั้งยังพบปัญหาที่เมื่อมีหมอนวดในสปาที่มีฝีมือก็จะถูกดึงตัวไปทำงานยังต่างประเทศ ปัจจุบันคาดว่ามีไม่ต่ำกว่า 5,000 คน และที่ประเทศอียิปต์ประเทศเดียวก็มีหมอนวดจากประเทศไทยไปทำงานแล้วกว่า 1,500 คน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับคุณภาพของสปาไทยเพื่อป้องกันการถูกดึงตัวหมอนวดไปต่างประเทศด้วย”นายอภิชัยกล่าว

 ด้าน นพ.เอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า การจะเป็นเมดิคัล ฮับ ที่สมบูรณ์ จะต้องเตรียมความพร้อมในอีกหลายเรื่อง เช่น พยาบาลที่ยังขาดแคลนอยู่ เพราะเมื่อทำงานไป 8 ปีแล้ว พยาบาลส่วนใหญ่ก็มักจะไปมีครอบครัว ไปเป็นแม่บ้าน โรงพยาบาลเอกชนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือด้านเครื่องมือแพทย์จากโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัยต่างๆ บุคลากรด้านรังสีเทคนิคก็ยังมีไม่เพียพอ และภาครัฐควรช่วยหาตลาดให้แก่โรงพยาบาลด้วย