ไลฟ์สไตล์

ชีวิตกับกล้วยไม้ (3)

ชีวิตกับกล้วยไม้ (3)

07 พ.ค. 2553

ในยุคนั้นส่วนปลายของตรอกเศรษฐศิริ สร้างความรู้สึกให้เกิดขึ้นกับเราว่า มันเป็นชานกรุงเทพฯ เพราะสมัยนั้นบริเวณนี้ยังไม่มีบ้านผู้คนมากนัก คงมีแต่สวนผัก สวนฝรั่ง ของคนจีน ซึ่งปลูกอยู่บนท้องร่องของดินเหนียว คุณสมบัติของดินแบบนี้ต้องยกร่องเพื่อให้ระบายน้ำได้ดีส

  คุณตาคุณยายและญาติพี่น้องของฉันซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยู่รวมกันในบริเวณเดียว ได้ย้ายภูมิลำเนาออกไปอยู่ที่ปลายตรอกเศรษฐศิริ ไปปลูกบ้านเรียงกันเป็นแถวหลังข้ามทางรถไฟไปแล้ว บ้านแรกก็คือบ้านพ่อกับแม่ของฉัน โดยเฉพาะแม่เป็นลูกสาวคนเล็กของคุณตาคุณยาย ส่วนตัวฉันนั้นก็ถูกคุณตาคุณยายเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก ถัดไปอีกหลังหนึ่ง คือบ้าน พ.อ.พระยาทะยานพิฆาต ซึ่งเป็นพ่อของศาสตราจารย์ดอกเตอร์สิปปนนท์ เกตุทัศน์ แม่ของดอกเตอร์สิปปนนท์เป็นพี่สาวของแม่ฉัน

 บ้านพ่อแม่ของฉันเป็นบ้านแรก เรียกกันว่า “บ้านริม” ส่วนบ้านเจ้าคุณลุงทะยานพิฆาตซึ่งอยู่ถัดไปนิยมเรียกกันว่า “บ้านกลาง” โดยเฉพาะเจ้าคุณลุงทะยานเป็นทหารนักบินซึ่งแต่ก่อนเคยสังกัดอยู่กับกองยานยนต์ทหารบก ส่วนเจ้าคุณลุงทะยานเองเป็นหนึ่งในสามคนที่ให้กำเนิดกองทัพอากาศของไทย อีกทั้งยังเป็นหัวหน้ากองทัพไทยที่ไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ในยุโรป ถัดไปอีกหลังซึ่งอยู่ติดกับริมคลองประปาเป็นบ้านพระยาบริหารราชมานพ ซึ่งเป็นพี่ชายของพ่อฉัน ส่วนภรรยานั้นก็คือพี่สาวคนโตของแม่ฉันเอง บ้านหลังนี้ที่นิยมเรียกกันว่า “บ้านใน”

 สมัยนั้นถนนริมคลองประปายังไม่เป็นถนน แต่เป็นคันดินที่ปกคลุมไปด้วยหญ้าคาโดยตลอด
 ขุนนางสมัยนั้นนิยมสร้างเรือนกล้วยไม้เอาไว้ในบริเวณบ้าน บ้านเจ้าคุณลุงบริหารก็มีเรือนกล้วยไม้ โดยเฉพาะเรือนกล้วยไม้ของคนโบราณนิยมใช้ไม้ระแนงมุงหลังคา โดยทิศทางการตีระแนงนั้นขวางกับทางเดินของดวงอาทิตย์ ซึ่งลองคิดดูให้ดีการที่ใช้ไม้ระแนงตีมุงหลังคาเอาไว้ให้ขวางทางเดินของดวงอาทิตย์นั้น เงาของไม้ระแนงมันจะเคลื่อนตัวตลอดทั้งวัน

 นับเป็นการป้องกันไม่ให้ความร้อนจากแสงแดดมันแผดเผาจนกระทั่งใบกล้วยไม้มันไหม้เกรียม 
(ต่อฉบับหน้า)

"ระพี สาคริก