
ไตรโทน- รับเคราะห์ร่วมกัน
หลังจากสถานการณ์บ้านเมืองเป็นเช่นนี้ เราไม่จำเป็นต้องมาพูดกันถึงเรื่องผลกระทบ ที่มีต่อภาคธุรกิจใดๆ กันให้เสียเวลากันเลย เพราะดูๆ แล้ว ก็น่าจะพินาศกันหมด โดยเฉพาะคนเมืองหลวง เพราะเหตุมันเกิดที่นี่ ซึ่งก็ต้องยอมรับกันไปครับ หรือพูดง่ายๆ เราต้องร่วมกันรับเค
ดังนั้นในยามนี้ เมื่อเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นมา เราชาวเมืองหลวงต้องทำใจรับเคราะห์ในจุดนี้ไปด้วยกันครับ มันมาไกลมากแล้วครับ แถมยังเกิดการสูญเสียทั้งชีวิตและความเชื่อมั่นของต่างชาติไปแล้วด้วย
เอาล่ะ เราต้องติดตามกันต่อไปว่าจะลงเอยอย่างไร ที่จะไม่ให้มีการสูญเสียไปมากกว่านี้ ซึ่งถ้าเราจะไปคิดเหมารวมๆ ว่าพวกเขาทำเพื่อใคร มันก็จะเครียดเปล่าๆ ครับ เพราะผมเชื่อว่า มีพี่น้องหลายท่าน ที่เพียงต้องการมาชุมนุมเพื่อปากท้องของตัวเองนั้นก็คงจะมีไม่น้อย เพียงแต่จะแสดงออกมาแบบถูกวิธีหรือไม่นั้น ต้องแล้วแต่วิจารณญาณ ของแต่ละคนที่จะคิดกันไปครับ เพราะแต่ละท่านในผู้ชุมนุมอาจได้รับชุดทางความคิดที่ต่างกันไป จนเกิดเป็นความแตกแยกของสังคมอย่างเห็นได้ชัด ยังไงก็ช่วยกันอ้อนวอนขอให้พระเจ้าเมตตาประเทศไทยกันเถอะครับ
ก็คงจะพูดถึงผลกระทบในอนาคตในส่วนของวงการบันเทิงโดยเฉพาะกันดีกว่าครับ ผมนั่งคุยกับเพื่อนๆ ที่เป็นนักดนตรีอาชีพ ทั้งเล่นประจำในผับ บาร์ และที่กำลังจะทำอัลบั้ม รวมไปถึงที่กำลังจะมีงานคอนเสิร์ต ทั้งใหญ่และเล็ก ต่างก็ร้องเป็นเสียงเดียวกันว่า "ลำบาก" และจะแย่ลงไปอีก เหตุเพราะงานจัดไม่ได้ เงินก็ไม่ออก
การเลื่อนแบบไม่มีกำหนด แต่มีเดียใช้ไปแล้วนั้นหมายถึง มีเงินบางส่วนได้ถูกใช้ไปเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่องานไม่เกิด การวางบิลกับผู้สนับสนุนการจ่ายเงินก็จะไม่เกิดขึ้นเช่นกัน บางผู้จัดก็ใช้วิธีย้ายสถานที่จัดกันเลย แต่เงินที่จะได้ส่วนต่างของการขายบัตรไม่ว่า จะเป็นขายกันหน้างานหรือจองบัตรล่วงหน้าก็คงลำบากละครับ เพราะคนเมืองหลวงคงหมดกะจิตกะใจที่จะมาบันเทิงกันแล้ว
อีกหนึ่งสาเหตุหลัก คือการย้ายจากย่านสยามพารากอน มาเป็นอินดอร์สเตเดี้ยม นั้นมันก็แตกต่างกันอย่างมาก มันเป็นเรื่องค่านิยมของสถานที่ มีความสำคัญมากนะครับ ถ้าผู้จัดเป็นกลุ่มทุนที่มีเงินทุนสูงหรือสายป่านยาวๆ ก็คงพอจะแก้ไขเอาตัวรอดไปได้บ้าง ขาดทุนกำไรบ้างอะไรบ้างก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นเป็นกลุ่มเล็กๆ ที่กำลังจะโต งานนี้คงจะตัวเล็กกว่าเดิม ลำบากแน่ๆ ครับงานนี้
ส่วนสงกรานต์ที่ผ่านมา น่าจะเป็นช่วงกอบโกยรายได้ทั้งผู้จัด อีเวนท์ พิธีกร นักร้องนักดนตรี แต่ก็ถูกยกเลิก หมดแบบราบคาบ ซึ่งไม่ได้เป็นเฉพาะกับห้างแถวที่มีการชุมนุมนะครับ คือยกเลิกเกือบหมด เพราะในช่วงนั้น ต่างคนต่างก็กลัวจะมียกที่สอง
หลังจากวันที่ 10 เมษายน ซึ่งก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกจากความอึดอัด จนถึงปัจจุบัน ซึ่งในกลุ่มงานใหญ่ๆ เหล่านี้ ถ้าเหตุการณ์สงบลง การฟื้นตัวก็คงไม่ยาก เพียงแต่ตัวเลือกของการทำโชว์ ก็จะไม่ตกไปถึงศิลปินตัวเล็กๆ แบบที่เคยทำๆ ในแบบผลุบๆ โผล่ๆ แย็บๆ ถอยๆ กันอีกต่อไป เพราะเงินที่สูญเสียไปแล้วย่อมส่งผลให้คิดได้ว่า ต่อไปใครจะลงทุนใช้จ่ายอะไรก็ต้องเลือกเฉพาะตัวที่แม่นๆ ที่จะคุ้มค่ากว่าการลองของแบบตีหัวเข้าบ้าน คือไม่มีใครเสี่ยงในเรื่องของการควักกระเป๋าของมหาชนอีกต่อไป เพราะมหาชน ในกรุงเทพฯ ต่างก็เป็นมหาชนคนที่กระเป๋าฉีกขาดกันเป็นแถบๆ คงจะเก็บตังค์กันมากขึ้น เรียกว่าถ้าไม่ถูกใจจริงๆ จะไม่ควักตังค์เด็ดขาด
นั่นเป็นการคาดการณ์ในอนาคตอันใกล้นี้นะครับ เพราะผมว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศเราไม่จบง่ายๆ แน่นอน
ส่วนนักดนตรีอาชีพที่เล่นในผับ บาร์ ก็แน่นอนครับ มันก็ล้มกันเป็นโดมิโน่ คือเมื่อคนเข้ามากินดื่มกันน้อย ค่าจ้างก็มีผลกระทบแน่นอน บางวงถ้าไม่เป็นที่โปรดปรานอาจถูกยกเลิก หรือไล่ออกไปเลยก็เป็นไปได้ ถ้าเป็นผับเล็กๆ อาจเหลือแต่เปิดเพลงอย่างเดียว น่าเห็นใจจริงๆ ในเมื่อแขกไม่เข้าร้าน มันก็ต้องตัดค่าใช้จ่าย ในกรณีร้านของกลุ่มไฮโซที่มีลูกค้าแบบรอยัลตี้ ก็น่าจะพอไปไหวนะครับ เพียงแต่ถ้าคนไม่มานานๆ เข้าก็ต้องปรับตัวอีกเป็นแน่ ผมว่าเปลี่ยนเป็นใช้จอทีวีใหญ่ๆ ถ่ายทอดบอลกันไปเลยครับ คนไทยชอบแน่นอน
ในอนาคตการลดค่าแรงคงมีให้เห็น นี่ยังไม่ได้พูดถึงการลดจำนวนพนักงานกันอีกนะครับ น่าสงสารมาก คิดไปพิมพ์ไปก็เหนื่อย แล้วคนที่ถูกไล่ออกก็โน่น เดินเข้าม็อบไปอีกแหงๆ
ส่วนเรื่องสัญญาในการแสดงหรือกลุ่มแบรนด์แอมบาสเดอร์ ที่เป็นเงินก้อนโตๆ ที่ยังไม่มีการลงนามในสัญญา นี่ก็น่าเห็นใจเป็นอย่างมากครับ เพราะความไม่แน่นอนในการทำงานว่า จะทำได้เมื่อไร หรือจะคุ้มมั้ยในภาวะสังคมเช่นนี้ ทุกฝ่ายก็ยุติการแข่งขันในทางมีเดียแน่นอน เพราะสินค้าใหญ่ๆ ของพวกเค้ามันขายได้ทุกวันในตัวของมันเองอยู่แล้ว คนเดือดร้อนคือใครครับ ก็แน่นอน เป็นคนในกลุ่มบันเทิงแบบเราๆ นั่นเอง
พวกคนกลุ่มทำรายการทีวี หรือละคร น่าจะไม่กระทบมากนักนะครับ เพราะคนไทยชอบเปิดทีวีดูอยู่บ้านมหาศาลอยู่แล้ว
ทั้งหมดทั้งปวงนี้ ก็คือสิ่งที่เราต้องรับมือกับมันให้ได้ เราคนเมืองหลวงเคยสบายๆ มานานแล้ว จุดนี้ก็ต้องทำใจยอมรับกับเรื่องราวนี้ไปก่อน
ต้องทำใจให้กว้างครับ อย่าเพิ่งไปโกรธแบบเอาเป็นเอาตาย ผมว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป แล้วรอดูมติของคนทั้งประเทศในอนาคตว่าเขาจะเลือกเดินในทางไหน
ก็ต้องเคารพกันไปครับ ถ้าจะคิดแบบคนเมืองหลวงอย่างเดียว คนชนบทไม่เกี่ยว อีกหน่อยประเทศเราอาจเป็นแบบ ยูโกสลาเวียก็ได้นะครับ
โจ จิรายุ



