ไลฟ์สไตล์

ปรับแผนแก้วิกฤติราคาข้าวตกต่ำเกมนี้ของรัฐบาลเดินถูกทาง

ปรับแผนแก้วิกฤติราคาข้าวตกต่ำเกมนี้ของรัฐบาลเดินถูกทาง

03 พ.ค. 2553

ในที่สุดปลัดกระทรวงพาณิชย์ "นายยรรยง พวงราช" ได้ยืนยันว่าสถานการณ์ราคาข้าวจากนี้ไปจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ให้ซื้อข้าวในราคานำตลาดตันละ 300 บาท ทำให้ราคาในช่วงเดือนพฤษภาคม จะปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ตันละ 8,000-

 การยืนยันของนายยรรยง เกิดขึ้นหลังจากที่มีสมาชิกของสมาคมชาวนาและกลุ่มชาวนาภาคกลาง นำโดย นายขวัญ มหาชื่นใจ อุปนายกสมาคมชาวนาภาคกลาง ที่ไปรวมตัวชุมนุมบริเวณด้านหน้ากรมทหารราบที่ 11 เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เร่งแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำในปัจจุบัน โดยมี นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นตัวแทนรับหนังสือดังกล่าว

 ย้อนไปก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่เดือน ใครๆ ต่างคาดการณ์ว่าปีนี้ เป็นปีทองของภาคเกษตรไทย โดยเฉพาะการส่งออกรวมถึงข้าวด้วย ที่ประเทศไทยส่งออกมากที่สุดในโลก และจะได้ราคาด้วย เนื่องจากมีปัจจัย 2 สาเหตุคือ รัฐบาลมีการประกันราคาข้าวอยู่ที่ตันละ 1 หมื่นบาท และต่างประเทศต้องการสูง เพราะประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรทั่วโลกประสบปัญหาสภาพอากาศชื้นและเย็น ทำให้กำลังผลิตโดยเฉพาะข้าวลดลง รวมทั้งภัยแล้ง และพายุ กระทบการจัดหาข้าวในละตินอเมริกา อินเดีย และฟิลิปปินส์

 และแล้วสถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ หากแต่กลับตรงกันข้าม จะเห็นได้ว่าหลังจากฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง ซึ่งคาดว่าจะมีข้าวออกสู่ตลาดถึง 1.8 ล้านตัน ทำให้ราคาข้าวเปลือกตกฮวบลงมา ซึ่ง นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย ที่ระบุว่า เมื่อสัปดาห์ก่อนการซื้อขายข้าวเปลือกในพื้นที่ตันละ 4,800-5,500 บาท บางพื้นที่ราคาตกต่ำเหลือเพียงตันละ 4,000-5,000 บาท จากช่วงสงกรานต์อยู่ที่ตันละ 5,800-6,300 บาท ทั้งที่ความเป็นจริงราคาข้าวที่ชาวนาอยู่ได้ไม่ควรต่ำกว่าตันละ 1 หมื่นบาท ด้วยเหตุนี้ทำให้ชาวนาทั่วประเทศต่างเคลื่อนไหวกดดันให้รัฐบาลแก้ปัญหาราคาข้าวอย่างเร่งด่วน

 สอดคล้องกับที่ นายจำรัส ลุมมา ประธานสมาพันธ์เกษตรกรไทยเชียงใหม่-ลำพูน ที่ระบุเมื่อวันที่ 27 เมษายน ว่าราคาข้าวตกตันละ 5,000-6,000 บาท แต่กระนั้นโดยส่วนตัว นายจำรัศบอกว่า พอใจมาตรการการแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำของรัฐบาลครั้งนี้ ที่มีการปรับสูตรคำนวณราคาอ้างอิงใหม่ออกมาที่ 7,210 บาท ทำให้ชาวนาได้รับเงินชดเชยเพิ่มกว่า 2,000 บาท

 เหตุที่เป็นปัจจัยทำให้ราคาข้าวตกต่ำอย่างรวดเร็วในช่วงสัปดาห์ก่อน เกิดจากเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน เทรดเดอร์รายงานว่า สมาคมอาหารเวียดนามได้ปรับลดราคาขั้นต่ำสำหรับข้าว 25% ที่ได้รับความนิยมสูงในตลาดส่งออก ลงสู่ระดับตันละ 350 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 เมษายน นับเป็นการปรับลดราคาครั้งที่สองในรอบสัปดาห์เดียวกัน คือเมื่อวันที่ 5 เมษายน เวียดนามปรับลดราคาขั้นต่ำสำหรับข้าว 5% ลงสู่ระดับตันละ 390 ดอลลาร์ จากก่อนหน้านั้นราคาอยู่ที่ตันละ 400 ดอลลาร์ ส่วนข้าว 25% ลงสู่ระดับตันละ 370 ดอลลาร์ จากก่อนหน้านั้นอยู่ที่ระดับตันละ 390 ดอลลาร์

 อีกสาเหตุหนึ่ง น.ส.กอบสุข เอี่ยมสุรีย์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ระบุว่า เกิดจากตลาดโลกไม่มีความต้องการข้าว เนื่องจากปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตรในแอฟริกาและยุโรปดีขึ้น เช่นเดียวกับอินเดียและฟิลิปปินส์ เมื่อผู้ส่งออกไม่มีตลาด ส่งผลให้ราคาภายในตกต่ำ ส่วน นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ที่ระบุก่อนหน้านี้ว่าเกิดจากประเทศผู้นำเข้าชะลอการสั่งซื้อ ทำให้โรงสีและผู้ส่งออกในประเทศชะลอตาม ประกอบกับช่วงเดือนเมษายนของทุกปี ข้าวนาปรังจะทยอยออกสู่ตลาด กลุ่มประเทศผู้นำเข้ารอดูท่าทีเพื่อหาช่องทางสั่งซื้อในช่วงที่ราคาข้าวตกต่ำที่สุด ขณะที่ นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยชี้ว่า ประเทศผู้ผลิตข้าวแข่งขันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเวียดนาม พม่า และอินเดีย ทำให้สต็อกข้าวรัฐบาลยังมีอยู่ถึง 5-6 ล้านตันไม่มีที่ระบายออก 

 อย่างไรก็ตาม ล่าสุดหลังจากมีการประชุมแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำที่มีผู้แทนสมาคมชาวนา ผู้ส่งออกและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา แล้ว กขช.ได้แก้ปัญหาด้วยการนำราคาพื้นฐาน (Floor Price) มาเป็นเกณฑ์อ้างอิงจ่ายค่าชดเชยให้ชาวนาตามโครงการประกันรายได้  ซึ่งมีราคาเฉลี่ยสูงกว่าการคำนวณราคาอ้างอิงเดิม จากการนำราคาข้าวย้อนหลัง 7 วัน ทำให้ชาวนาได้เงินชดเชยจากโครงการสูงกว่าการคำนวณราคาอ้างอิงเดิม

 ส่วนราคาพื้นฐานคือคำนวณจากราคาข้าวในอดีตย้อนหลัง 3 ปี ราคาปัจจุบันเฉลี่ยทุก 7 วัน ราคาในอนาคตที่นำมาจากตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า อาทิ ราคาพื้นฐาน ณ วันที่ 20-25 เมษายน 2553 ข้าวเปลือกเจ้า 5% ความชื้น 15% ตันละ 8,918 บาท ขณะที่ราคาอ้างอิงที่คำนวณจากราคาข้าวช่วง 7 วัน อยู่ที่ตันละ 9,142 บาท ชดเชยตันละ 858 บาท ส่วนราคาที่ซื้อขายจริงในตลาดเฉลี่ยตันละ 7,000-7,500 บาท หากยึดราคาตลาดจริงจะทำให้ชาวนาได้เงินชดเชยสูงถึงตันละ 2,800 บาท จึงทำให้เกษตรกรส่วนหนึ่งพอใจ

 ด้าน นายปราโมทย์ วานิชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมชาวนาไทย กล่าว่า การคำนวณราคาอ้างอิงเดิมนั้นเกษตรกรงง ไม่เข้าใจ เพราะมีค่าโน่นค่านี่ ฟังแล้วสับสน เพราะเป็นวิชาการเกินไป ฉะนั้นการแก้ปัญหาต้องแก้แบบลูกทุ่ง อย่างการนำราคาพื้นฐาน หรือ Floor Price เข้าใจง่าย

 "เกษตรกรแฟร์ครับ แม้ราคาซื้อขายจริงในตลาดอยู่ที่ 7,000 บาท เมื่อชาวนาได้เงินชดเชยขั้นสูงถึงตันละ 2,800 บาท ขาดไป 100-200 บาท เกษตรกรก็รับได้ ไม่เป็นไร ผมเองเคยเสนอว่า การประเมินราคานั้นเราต้องเอาราคาจากหลายพื้นที่มาเป็นเกณฑ์ อย่างวันที่ 29 เมษายน 2553 ราคาซื้อขายที่พระนครศรีอยุธยาราคาตันละ 7,100 บาท ที่ปทุมธานีตันละ 7,200 บาท และที่ จ.สุพรรณบุรีราคาตันละ 7.300 บาท ราคาเฉลี่ยที่เป็นกลางอยู่ที่ 7,200 บาท ชาวนาได้เงินชดเชยตันละ 2,800 บาท ก็เท่ากับ 1 หมื่นบาท เท่ากับราคาประกันพอดี อย่างนี้เกษตรกรรับได้ครับ" นายปราโมทย์ กล่าว  

 ฉะนั้นการที่ กขช.ยอมรับปรับสูตรในการแก้ปัญหาใหม่ด้วยการยกเลิกคำนวณราคาอ้างอิงเดิม แล้วนำราคาพื้นฐาน (Floor Price) มาเป็นเกณฑ์อ้างอิงจ่ายค่าชดเชยให้ชาวนาตามโครงการประกันรายได้ ด้วยการที่ทำให้เกษตรได้รับเงินชดเชยในส่วนต่างสูงถึง 2,800 บาท จนทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่พอใจในระดับหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกทาง และเกษตรกรเข้าใจง่ายอีกด้วย

เกณฑ์กลางอ้างอิงและอัตราชดเชยข้าวเปลือก

 เกณฑ์กลางอ้างอิงและอัตราชดเชยข้าวเปลือกด้วยนำราคาพื้นฐาน (Floor Price) มาเป็นเกณฑ์อ้างอิงจ่ายค่าชดเชยให้ชาวนาตามโครงการประกันรายได้นั้น

1 เกณฑ์กลางอ้างอิงข้าวเปลือกรอบที่ 1 และรอบที่ 2 ประจำวันที่ 26 เมษายน 2553 เพื่อใช้ในการจ่ายเงินชดเชย ระหว่างวันที่ 26 เมษายน-2 พฤษภาคม 2553
(1) ข้าวเปลือก ความชื้น 15% (รอบที่ 1)
- ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 7,210 บาท อัตราชดเชยตันละ 2,790 บาท
- ข้าวเปลือกปทุมธานี ตันละ 9,292 บาท อัตราชดเชยตันละ 708 บาท
- ข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 11,106 บาท ไม่ต้องชดเชย
(2) ข้าวเปลือก ความชื้น 15% (รอบที่ 2 )
- ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 7,210 บาท อัตราชดเชยตันละ 2,790 บาท
- ข้าวเปลือกปทุมธานี ตันละ 9,292 บาท อัตราชดเชยตันละ 1,708 บาท
- ข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 11,106 บาท ไม่ต้องชดเชย
2. กรณีที่ราคาข้าวเปลือกต่ำกว่าราคาประกัน รัฐบาลได้จัดให้ อคส.และอ.ต.ก.
ตั้งโต๊ะรับซื้อในโรงสีที่เข้าร่วมโครงการ โดยรับซื้อในราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงข้างต้นสำหรับในส่วน ของข้าวเจ้า 10% รับซื้อในราคาตันละ 7,010 บาท และข้าวเจ้า 25% รับซื้อในราคาตันละ 6,610 บาท ปัจจุบัน (วันที่ 26 เมษายน 2553) มีโรงสีเข้าร่วมโครงการ 96 โรง ใน 25 จังหวัด ที่เปิดรับซื้อแล้ว


ดลมนัส  กาเจ