
ท่องทะเลตรังกับ"มูลนิธิซิเมนต์ไทย"ดูการฟื้นฟูอาชีพประมงพื้นบ้านน้ำราบ
กว่า 5 ปีที่มูลนิธิซิเมนต์ไทยร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร ดำเนินการฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบจากธรณีพิบัติภัยคลื่นยักษ์สึนามิ ในแถบชายฝั่งอันดามันเกือบ 200 ชุมชนตลอดชายฝั่งตั้งแต่ จ.ระนองจนถึงสตูล โดยเน้นการฟื้นฟูอาชีพเป็นหลัก
ซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพทำประมงพื้นบ้าน ปัจจุบันมีจำนวน 29 ชุมชน กระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ที่ได้รับความช่วยเหลือเยียวยาจนมีความเข้มแข็ง ชุมชนมีความแข็งแกร่ง กลายเป็นแหล่งดูงานของคนต่างถิ่นที่ต้องการมาศึกษาเรียนรู้เพื่อนำไปเป็นแบบอย่างไม่เว้นแต่ละวัน
ทีมงาน "ท่องโลกเกษตร" อาทิตย์นี้จะพาไปดูความสำเร็จการดำเนินงานของชุมชนบ้านน้ำราบ ต.บางสัก อ.กันตัง จ.ตรัง นำโดย คุณสุรนุช ธงศิลา กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิซิเมนต์ไทย นพ.บัญชา พงษ์พานิช ประธานมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและเครือข่ายพันธมิตรหลายองค์กร พร้อมคณะสื่อมวลชนกว่า 30 ชีวิต สัมผัสชีวิตชาวบ้านหลังได้รับการช่วยเหลือเยียวยาอย่างต่อเนื่องมากว่า 5 ปี จนชุมชนมีความเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้และยังใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ไปสู่ชุมชนอื่นๆ อีกด้วย
"ตอนเกิดสึนามิใหม่ๆ ทุกองค์กรภาคส่วนของสังคมได้ลงมาดูแลช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยและสำรวจความเสียหายว่าจะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง ตอนนั้นองค์กรที่ได้ความช่วยเหลือส่วนใหญ่จะเน้นไปที่บ้านที่อยู่อาศัยเป็นหลัก แต่มูลนิธิกลับมองว่าน่าจะช่วยเหลือดูแลเรื่องอาชีพก่อน เมื่อลงไปสอบถามชาวบ้านส่วนใหญ่เขาก็อยากได้เรือและอุปกรณ์จับปลา ส่วนที่อยู่อาศัยไม่ใช่ปัญหาเขาบอกว่าสร้างเพิงอยู่ก็ได้ แต่อยากให้มีอาชีพมีรายได้ก่อน เพราะชาวบ้านที่นี่มีอาชีพทำประมงพื้นบ้านเป็นหลัก"
สุรนุช ธงศิลา กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิซิเมนต์ไทย ย้อนอดีตให้ฟังระหว่างนำคณะลงพื้นที่ดูความคืบหน้าการดำเนินงานที่บ้านน้ำราบเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหนึ่งในชุมชนที่ประสบผลสำเร็จอย่างสูง อันเป็นผลพวงมาจากในการช่วยเหลือเยียวยาอย่างต่อเนื่อง มูลนิธิซิเมนต์ไทยตระหนักดีว่าการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างมีประสิทธภาพนั้นจะต้องไม่หยุดอยู่แค่การบรรเทาทุกข์ แต่ต้องเกื้อหนุนให้พวกเขามีโอกาสได้ฟื้นคืนวิถีชีวิต อาชีพและการมีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์กลับคืนมาจนสามารถยืนหยัดต่อไปในระยะยาว
ผู้จัดการมูลนิธิซิเมนต์ไทยบอกว่า การดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นยักษ์สึนามิจะแบ่งเป็น 3 ระยะ เริ่มจากการช่วยเหลือเร่งด่วนทันทีที่เหตุเกิด ด้วยการบริจาคเงินจำนวน 10 ล้านบาทแก่รัฐบาล พร้อมจัดส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือในเบื้องต้น รวมทั้งส่งพนักงานเอสซีจีสำนักงานในพื้นที่ใกล้เคียงที่ประสบภัยไปช่วยต่อโลงศพและสร้างอาคารอเนกประสงค์ 2 แห่งสำหรับใช้ทำกิจกรรมต่างๆ ใน จ.พังงา
"ระยะที่สองจะเป็นการช่วยเหลือฟื้นฟูอาชีพอยู่ในช่วงปี 2548 ช่วงนั้นองค์กรอื่นเขาเน้นเรื่องบ้าน แต่เรามาสร้างเรือ สร้างอู่ต่อเรือชุมชนและอุปกรณ์การจับปลาเพื่อเขาจะได้มีอาชีพกลับคืนมาโดยเร็วที่สุด มีหลายองค์กรที่เป็นเครือข่ายพันธมิตรกับเราก็มาร่วมด้วยช่วยกันอย่างสยามคูโบต้าก็เปลี่ยนไลน์ผลิตจากเครื่องจักรไถนามาเป็นเครื่องเรือแทน พร้อมส่งช่างมาช่อมเรือชาวบ้านที่ได้รับความเสียหายให้ใช้การต่อไปได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย" สุรนุช กล่าวอย่างภูมิใจ
ส่วนระยะที่สาม เธอเผยว่า จะเป็นการช่วยเหลือในการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นการพัฒนาร่วมกับชาวบ้านเพื่อพัฒนาแผนงานฟื้นฟูผู้ประสบภัยให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องต่อความต้องการร่วมกัน โดยมุ่งเน้นใน 4 เรื่อง ได้แก่ 1.การพัฒนาอู่ซ่อมสร้างเรือชุมชนให้เป็นอู่ถาวร 2.การพัฒนาอาชีพที่เกี่ยวเนื่องกับการประมงและการออมทรัพย์ชุมชน 3.การสนับสนุนให้ชุมชนร่วมกันรักษาทะเลและทรัพยากรชายฝั่ง และ 4.การสนับสนุนและพัฒนาอื่นๆ ตามความเหมาะสม
ด้าน หลงเฟีย บางสัก หรือบังเดีย ที่ชาวบ้านเรียกขาน ประธานชุมชนประมงพื้นบ้านน้ำราบ กล่าวสรุปถึงกิจกรรมในพื้นที่ให้คณะที่มาเยี่ยมชมฟังว่า หลังได้รับการช่วยเหลือพื้นฟูเยียวยาจากมูลนิธิซิเมนต์ไทยอย่างต่อเนื่องมาตลอดกว่า 5 ปี ปัจจุบันชุมชนบ้านน้ำราบมีการรวมกลุ่มดำเนินงานแบบครบวงจรใน 4 หมู่บ้าน ภายใต้ชื่อเขตทะเลสี่บ้าน (เขตเลเสบ้าน) เริ่มตั้งแต่การรวมกลุ่มอู่ซ่อมสร้างเรือและเครื่องมือประมง กลุ่มร้านค้าเครื่องมือประมง กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลน ตลอดจนการสร้างกฎกติกาและวางแผนการจัดการทรัพยากรร่วมกันอย่างเป็นระบบ เช่น การจำกัดประเภทของเครื่องมือทำประมงบางประเภทในบริเวณเขตที่กำหนด การห้ามเครื่องมือประเภททำลายล้างอย่างเด็ดขาด การร่วมกันฟื้นฟูระบบนิเวศโดยรวม
วันนี้ชุมชนบ้านน้ำราบ นับเป็นตัวอย่างความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของกิจกรรมเพื่อสังคมที่มูลนิธิซิเมนต์ไทยและเครือข่ายพันธมิตรดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยจากสึนามิมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 5 ปี จนกลายเป็นชุมชนต้นแบบแหล่งศึกษาเรียนรู้ดูงานของชุมชนอื่นอย่างไม่ขาดสาย
สุรัตน์ อัตตะ



