
ติวเข้ม 935หลักสูตรกว่า 2.5 หมื่นจุดทั่วไทย
"โครงการต้นกล้าอาชีพ" หรือ "โครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน" เป็นโครงการเร่งด่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีเป้าหมายในการดำเนินการโครงการ 2 ปี คาดว่าสามารถรองรับผู้ว่างงานจำนวน 5 แสนคน
ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2552 ที่อนุมัติงบประมาณไว้ทั้งสิ้น 6,900 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการช่วงปีแรกระยะเวลา 6 เดือน (เมษายน-กันยายน 2552) กำหนดฝึกอบรมผู้ว่างงานจำนวน 2.4 แสนคน และระยะที่สองปี 2553 กำหนดฝึกอบรมผู้ว่างงานในจำนวนที่เหลือ
โดยจัดฝึกอบรมผู้ว่างงาน ผู้ถูกเลิกจ้างแรงงานจากภาคอุตสาหกรรม ผู้ที่กำลังอยู่ในข่ายจะถูกเลิกจ้าง และบัณฑิตที่ยังไม่มีงานทำให้มีความรู้และทักษะเพื่อพัฒนาความชำนาญเฉพาะทางในวิชาชีพต่างๆ ให้สามารถกลับไปสร้างงาน สร้างรายได้ในชุมชนท้องถิ่น เสมือนเป็นต้นกล้าที่แข็งแรงพร้อมเติบโตออกดอกออกผล นำความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ถิ่นกำเนิดต่อไป
ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานกรรมการบริหารโครงการต้นกล้าอาชีพ และประธานอนุกรรมการดำเนินงานโครงการ กล่าวว่า มีหลักสูตรวิชาชีพ 935 หลักสูตรให้เลือกตามความถนัด อาทิ การเกษตรและการแปรรูป ภาคการผลิต การบริการและการท่องเที่ยว การค้าและเศรษฐกิจพอเพียง คอมพิวเตอร์และธุรการ การคมนาคมและการขนส่ง รวมทั้งการก่อสร้าง เป็นต้น โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยของรัฐ กลุ่มเครือข่ายภาคประชาชน เช่น เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน องค์กรพัฒนาชุมชน และส่วนราชการ เช่น กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน การส่งเสริมการเกษตร รวมสถานฝึกอบรม 25,820 จุด ครอบคลุม 76 จังหวัดทั่วประเทศ
หลักสูตรที่เปิดฝึกอบรมให้แก่ผู้ว่างงานเป็นหลักสูตรที่คัดเลือกมาเพื่อสร้างศักยภาพแรงงานอย่างครอบคลุมทุกแขนงอาชีพ แบ่งเป็น 7 ประเภท จำนวน 935 หลักสูตร ประเดิมประเภทแรก การเกษตรและการแปรรูป จำนวน 118 หลักสูตร ได้แก่ 1.1 กลุ่มการผลิต เช่น การผลิตไม้ดอกเพื่อการค้า การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การผลิตไก่อินทรีย์ 1.2 กลุ่มแปรรูป เช่น การแปรรูปปลานิลแดดเดียว การแปรรูปทำไส้กรอกจากปลาดุก 1.3 กลุ่มเศรษฐกิจพอเพียง เช่น การเกษตรแบบยั่งยืน การเกษตรผสมผสานตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่และแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง 1.4 การฝึกอบรมเกษตรทางเลือก ภายใต้เศรษฐกิจพอเพียง
ประเภทที่สอง ภาคการผลิต จำนวน 319 หลักสูตร ได้แก่ 2.1 กลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิก เช่น ช่างไฟฟ้าอุตสาหกรรม ช่างเชื่อมโลหะด้วยไฟฟ้า และแก๊ส ช่างเชื่อมเหล็กดัด ประตู หน้าต่าง ช่างเดินสายไฟฟ้าภายในอาคาร ช่างเดินสายและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า 2.2 กลุ่มเสื้อผ้า สิ่งทอ เช่น การทำซิลค์สกรีน การทำผ้ามัดย้อมและมัดเพ้นท์ การทำผ้าด้วยกี่กระตุก การทำผ้าบาติก 2.3 กลุ่มเครื่องยนต์ เช่น การซ่อมรถจักรยานยนต์และเครื่องยนต์ ช่างเครื่องยนต์ชุมชนช่างเคาะตัวถังรถยนต์ 2.4 กลุ่มศิลปะประดิษฐ์และอัญมณี เช่น การแกะสลักวัสดุอ่อนเบื้องต้น การขึ้นรูปกระถางต้นไม้ด้วยแป้นหมุน การทำของชำร่วยด้วยเซรามิก การออกแบบเครื่องโลหะและรูปภัณฑ์อัญมณี
ประเภทที่สาม การบริการและการท่องเที่ยว จำนวน 298 หลักสูตร ได้แก่ 3.1 กลุ่มท่องเที่ยว ได้แก่ การอบรมมัคคุเทศก์ พนักงานบริการอาหารและเครื่องดื่ม พนักงานผสมเครื่องดื่ม การทำอาหารว่างนานาชาติ การฝึกอบรมภาษา และธุรกิจโฮมสเตย์ 3.2 กลุ่มสุขภาพ ได้แก่ การนวดแผนไทย นวดลูกประคบ สปา การดูแลเด็กและผู้สูงอายุ 3.3 กลุ่มการซ่อมแซม และบำรุงรักษา การซ่อมเครื่องปรับอากาศรถยนต์ การซ่อมเครื่องยนต์ดีเซล การซ่อมเครื่องยนต์เบนซิน การซ่อมเครื่องยนต์เล็กเพื่อการเกษตร การซ่อมจักรอุตสาหกรรม
ประเภทที่สี่ การค้าและเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 12 หลักสูตร ได้แก่ 4.1 กลุ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อชุมชน การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อชุมชน การพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์ 4.2 การขายสินค้าทางอินเทอร์เน็ต (อี-คอมเมิร์ซ) การสร้างร้านค้าทางอินเทอร์เน็ต 4.3 กลุ่มผู้ประกอบการ เช่น การประกอบการธุรกิจชุมชน ร้านค้าปลีกกลุ่มแม่บ้านและวิสาหกิจชุมชน
ประเภทที่ห้า คอมพิวเตอร์และธุรการ จำนวน 117 หลักสูตร ได้แก่ 5.1 ซอฟต์แวร์ กลุ่มออกแบบ เช่น โปรแกรมออโต้แคด เพื่องานออกแบบก่อสร้าง ออกแบบชิ้นส่วนอุตสาหกรรม เขียนแบบเครื่องกลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โซลิด เวิร์ก กลุ่มงานในสำนักงาน เช่น ออฟฟิศ แอนด์ มัลติมีเดีย การจัดทำระบบข้อมูลทางการเงินและบัญชีด้วยโปรแกรมเอ็กเซล และโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปเพื่อใช้ในการทำงานทางธุรกิจ การใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงานด้วยโปรแกรมไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ การพัฒนาโปรแกรมด้วยเอ็มเอส แอ็กเซส โดยใช้ระบบงานบุคคล การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำหรับการประกอบธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต 5.2 ฮาร์ดแวร์ ช่างคอมพิวเตอร์ เช่น ซ่อม ประกอบ ติดตั้งระบบบำรุงรักษาคอมพิวเตอร์และเครือข่าย
ประเภทที่หก คมนาคมและการขนส่ง จำนวน 1 หลักสูตร 6.1 วิชาชีพด้านโลจิสติกส์ หรือการขนส่งสินค้าทางอากาศและทางเรือ และประเภทที่เจ็ด การก่อสร้าง จำนวน 23 หลักสูตร 7.1 กลุ่มช่างต่างๆ เช่น การปูกระเบื้อง ช่างไม้ก่อสร้าง ช่างสีอาคาร 7.2 กลุ่มการผลิตวัสดุก่อสร้าง เช่น การทำบล็อกคอนกรีต การผลิตซีเมนต์
นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงระหว่างหลักสูตรการฝึกอบรมกับการจ้างงาน และการประกอบการภายใต้โครงการแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ เช่น โครงการคืนครูให้นักเรียน การจ้างงานในโครงการเศรษฐกิจพอเพียง สนับสนุนให้เกิดการทำวิสาหกิจชุมชน ตลอดจนมีความร่วมมือกับสถานประกอบการและนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ
“ก่อนจะเป็นต้นกล้าอาชีพ ผู้สมัครเข้ารับการอบรมต้องมีสัญชาติไทย อายุระหว่าง 18-60 ปี และจะต้องผ่านระบบการคัดกรองเพื่อสุ่มเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์ โดยมีระบบคัดแยกผู้เข้าอบรมโครงการตามความต้องการประกอบอาชีพหลังฝึกอบรม ได้แก่ ปฏิบัติงานในกองทุนเศรษฐกิจพอเพียงของหมู่บ้าน ประกอบอาชีพของตนเอง ปฏิบัติงานเป็นลูกจ้างของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน หรือกลับเข้าทำงานในหน่วยเดิม” ศ.ดร.กนก กล่าว
สิทธิที่ผู้เข้าอบรมอาชีพจะได้รับ คือ การเข้าอบรมในหลักสูตรระยะสั้นไม่เกิน 1 เดือน โดยรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่าย 5,000 บาทต่อหลักสูตร ต่อคนต่อเดือน นอกจากนี้ยังมีค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าพาหนะเดินทางระหว่างเวลาฝึกอบรม และเมื่อผ่านการฝึกอบรมเรียบร้อยแล้ว ผู้ที่ประสงค์จะกลับไปประกอบอาชีพในภูมิลำเนาเดิม จะได้รับเงินอุดหนุนเพื่อประกอบอาชีพจำนวน 4,800 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นเวลาไม่เกิน 3 เดือน รวมทั้งค่าพาหนะเดินทางกลับภูมิลำเนาแบบเหมาจ่าย
สำหรับหลักเกณฑ์การสมัคร สามารถใช้บัตรประจำตัวประชาชนเป็นหลักฐานในการลงทะเบียนเข้าฝึกอบรมรอบแรก ซึ่งจะจัดให้มีการสมัครทางเว็บไซต์ www.tonkla-archeep.com ตั้งแต่วันที่ 18-24 มีนาคม 2552 รวม 7 วัน สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครด้วยตนเอง ในเขตกรุงเทพฯ สมัครได้ ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค ฮอลล์ 3 เมืองทองธานี ในอาทิตย์วันที่ 22 มีนาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 10.00-21.30 น.
ส่วนผู้ที่อยู่ต่างจังหวัดสามารถลงทะเบียนสมัครได้ที่สถานที่ฝึกอบรม และสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 18-24 มีนาคมนี้ และคณะทำงานจะคัดเลือกผู้เข้าอบรมโดยวิธีสุ่มในวันที่ 25 มีนาคม 2552 และจะประกาศรายชื่อผู้เข้ารับการฝึกอบรม (พร้อมชื่อผู้สำรอง) ในวันที่ 26 มีนาคม ทางอีเมล, เว็บไซต์ www.tonkla-archeep.com เอสเอ็มเอส และประกาศ ณ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการโครงการ “ต้นกล้าอาชีพ” คอลเซ็นเตอร์ 1111 หรือ www.tonkla-archeep.com
เหนืออื่นใดคณะกรรมการดำเนินโครงการต้นกล้าอาชีพ ตั้งเป้าพัฒนาอาชีพให้แก่ผู้ที่ต้องการพัฒนาฝีมือและผู้ว่างงาน ให้กลับเข้าสู่ระบบงานและสร้างอาชีพในท้องถิ่น ตลอดจนกลับเข้าทำงานในสถานประกอบการได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างขีดความสามารถของแรงงานไทยและการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ระบบเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป...



