ไลฟ์สไตล์

หัวใจไทย-“จุดแข็งของวัฒนธรรมไทย”

หัวใจไทย-“จุดแข็งของวัฒนธรรมไทย”

28 เม.ย. 2553

วันนี้ขอใช้พื้นที่ตรงนี้หลีกหนีจากเรื่องของความวุ่นวายทางการเมืองสักพัก เพราะรู้สึกว่าบรรดาสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ดูท่าจะต้องพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้วินิจฉัยและลงโทษผู้ที่ท่านเห็นว่าทำไม่ถูกไม่ต้องตามแต่ท่านจะเห็นสมควรเสียแล้ว

  เพราะวันนี้ไม่มีมนุษย์ผู้ใดให้พึ่งพาได้เอาเสียเลย แล้วก็คงต้องปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าบรรดาผู้ที่ออกมาทำให้บ้านเมืองวุ่นวายกันแท้ๆ แต่กลับมาอ้างว่าต้องทำไปเพื่อให้ได้ความสงบ เพราะรักชาติเสียเหลือเกินนั้น เอาเข้าจริงแล้วคำว่า “ชาติ” ที่ว่านั้นมันเป็น “ประเทศชาติ” หรือ “ชีวิตชาตินี้” กันแน่

 ในสภาพบ้านเมืองที่เป็นอยู่อย่างเช่นทุกวันนี้ คนอื่นจะมองว่าเป็นอย่างไรนั้น ท่านผู้อ่านคงจะสังเกตได้จากแนวความคิด การพูดจาและการกระทำของแต่ละคนกันเอาเอง แต่สำหรับมุมมองของผมนั้น ผมกำลังมองว่า “วัฒนธรรมใหม่ที่ฝังอยู่ในวิถีไทยวันนี้...ช่างแข็งจริงๆ”

 บางคนอาจจะตั้งคำถามว่า แล้ววัฒนธรรมเก่าของไทยที่แข็งนั้นมีด้วยหรือ คำตอบก็คงต้องบอกว่า “มี” เพียงแต่จุดแข็งที่ว่านั้นคือ “ความอ่อน” ที่คนไทยยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมานับแต่อดีต จนนานาอารยประเทศต่างชื่นชมว่าประทับใจทุกครั้งที่ได้สัมผัส นับตั้งแต่ความอ่อนหวาน ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความอ่อนช้อย ความอ่อนโยน เลยไปจนถึงความโอนอ่อนและผ่อนผัน

 แต่เมื่อหันกลับมามอง “ความแข็ง” ของวัฒนธรรมไทยใหม่ กลับกลายเป็น “จุดอ่อน” ที่ลบล้างภาพที่เคยเป็น “จุดแข็ง” ของวัฒนธรรมไทยเมื่อครั้งอดีตไปเสียหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็นปากแข็ง มือแข็ง หลังแข็ง เลยไปจนถึงใจแข็ง (กระด้าง) ซึ่งความไม่เป็นคุณของความแข็งของวัฒนธรรมในวิถีชีวิตไทยเหล่านี้กำลังอวดผลอยู่ในเหตุการณ์ที่กรุ่นอยู่ในสังคมปัจจุบัน

 ความแข็งทางวัฒนธรรมเหล่านี้ หากจะให้แจกแจงสาเหตุ ก็น่าที่จะพอบอกกันได้ อย่างเช่น “มือแข็ง” ซึ่งหมายถึงการไม่รู้จักยกมือขึ้นไหว้ เมื่อพบปะผู้ใหญ่หรือเมื่อมีผู้ให้ความช่วยเหลือ หรือ “หลังแข็ง” ซึ่งหมายถึงการไม่รู้จักทำตัวนอบน้อมเมื่อต้องผ่านหรือพบผู้ใหญ่ สาเหตุนั้นล้วนมาจากการที่ไม่มีผู้ใดคอยตักเตือนหรือให้คำแนะนำสั่งสอน

 ส่วน “ปากแข็ง” และ “ใจแข็งกระด้าง” นั้น สาเหตุมาจากการไม่รู้จักมีจิตสำนึกในการอยู่ร่วมกัน สังคมปัจจุบันจึงขาดการพูด “ขอบใจ..ขอบคุณ..ขอโทษ” รวมทั้งหางเสียงที่แสดงความเป็นมิตรและอ่อนน้อม อย่าง “ค่ะ..ครับ” ดังนั้นเมื่อไม่มีการเริ่ม ก็จะไม่มีการตอบกลับว่า “ไม่เป็นไร..อโหสิ” รวมทั้ง “รอยยิ้ม” ที่เคยเป็นที่รู้จักและประทับใจของคนทั้งโลก

 ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดความแข็งทางวัฒนธรรมอันไม่เป็นคุณเช่นนี้ ล้วนมีที่มาจากการหล่อหลอมและจิตสำนึกที่สั่งสมมาจากการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ประกอบเข้ากันกับการเรียนรู้ ดังนั้นโดยความรับผิดชอบแล้วคงจะผลักภาระไปให้ใครแก้ไขไม่ได้ เพราะเป็นหน้าที่โดยตรงของ 2 กระทรวงหลัก คือ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงศึกษาธิการ

 เท่าที่ผ่านมาและเท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เราจะเห็นกันได้อย่างกระจ่างใจแล้วว่า เราคงจะพึ่งพาระบบราชการที่บริหารโดยนักการเมืองที่เข้ามาเป็นเจ้าสังกัดไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่นานาอารยประเทศต่างให้ความสำคัญต่อกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงศึกษาธิการทั้งสิ้น เพราะเขาตระหนักรู้ว่า โลกเรา ณ วันนี้ ผู้ที่มีความรู้และผู้ที่มีมรดกทางวัฒนธรรมของตนที่เด่นชัดเท่านั้นที่จะสามารถยืดอกอยู่ในกระแสโลกาภิวัตน์ได้อย่างมีเกียรติภูมิ

นายรัฐศาสตร์