
อย่าเชื่อ
พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งปัญญา แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธศรัทธา เพียงแต่จะต้องเป็นศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญา สังเกตได้ว่า ในทุกหมวดธรรมที่คำว่า 'ศรัทธา' จะต้องมีคำว่า 'ปัญญา' รวมอยู่ด้วยเสมอ
แม้ในพระสูตรดังมากในพุทธศาสนา คือ "กาลามสูตร" ซึ่งเป็นสูตรหนึ่งในคัมภีร์ติกนิบาต อัคุตตรนิกาย พระพุทธเจ้าตรัสสอนชนชาวกลามะแห่งเกสปุตตนิคมในแคว้นโกศล ไม่ให้เชื่อถืองมงาย โดยไร้เหตุผล ตามหลัก ๑๐ ข้อ คือ
อย่าปลงใจเชื่อด้วยการฟังตามกันมา ด้วยการถือสืบๆ กันมา ด้วยการเล่าลือ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ ด้วยตรรก ด้วยการอนุมาน ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล ด้วยเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน ด้วยนับถือว่า สมณะนี้เป็นครูของเรา ต่อเมื่อใดพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมเหล่านั้นเป็นอกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ เป็นต้นแล้ว จึงควรละ หรือถือปฏิบัติตามนั้น
เห็นได้ว่า พระพุทธเจ้ามิได้สอนว่าอย่าเชื่อ เพียงแต่ว่าก่อนจะเชื่อนั้น ต้องผ่านกระบวนการไตร่ตรองถ่องแท้เสียก่อน เพื่อให้เกิดโยนิโสมนสิการ หรือการทำไว้ในใจโดยแยบคาย เป็นการป้องกันกระแสกระต่ายตื่นตูมในสังคมข่าวสาร
โดยเฉพาะข่าวสารทางการเมือง ที่แบ่งกันเป็นฝักเป็นฝ่าย และมีสื่อสารกระจายข้อมูลในฝ่ายของตนอย่างมากมาย และต่อเนื่อง หลายครั้งเป็นข้อมูลบิดเบือนไปจนถึงขั้นปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชังคลั่งแค้น จนนำไปสู่การใช้ความรุนแรง อาทิ เหตุการณ์กลางกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ เป็นต้น
มีคำกล่าวว่า "ในการสงคราม ความจริงเป็นสิ่งแรกที่ถูกฆ่าให้ตาย" คนที่อยู่ในสถานที่ชุมนุมมักถูกกระแสปลุกเร้าจากแกนนำ และผู้ปราศัยบนเวที ใส่ชุดความคิดด้านเดียวให้เกิดความเชื่อและคล้อยตาม ทั้งยังพยายามผลักเบนกระแสสื่อมวลชนอื่น ที่นำเสนอแตกต่างไปจากชุดความคิดของกลุ่มตนให้ผู้ชุมนุม
มีความคิดเป็นปฏิปักษ์กับสื่ออื่นๆ เป็นทำนองเดียวกับการล้างสมองของคอมมิวนิสต์สมัยก่อนนั่นเอง
การแก้ปัญหาในเรื่องนี้ ก็คือ ผู้ชุมนุมจะต้องแสวงหาโอกาสเปิดหูเปิดตาเปิดใจ รับรู้ข้อมูลข่าวสารจากแหล่งอื่นประกอบด้วยเสมอ ไม่ควรปักหัวดิ่งอยู่กับข้อมูลฝ่ายตนเพียงด้านเดียว ดังปรากฏในกาลามสูตรนั่นแล
"ท่านจันทร์"
www.prajan.com



