
พึ่งตนพึ่งธรรม-ความรักเราหายไปตอนไหนกัน...
"สิ่งที่หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ กับหลวงพ่อพุทธทาสสอนไว้ก็คือ ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นมาเพราะความเห็นแก่ตัว แต่เรามักจะไม่ค่อยสาวเข้าไปถึงกิเลสตัวนี้กันเท่าไรนัก เรามักคิดว่า คนอื่นผิด และตัวเราถูกเสมอ" พระครูสังฆกิจพิมล (สุรศักดิ์ สุรญาโณ) วัดชลประทานรังสฤษฏ์
กล่าวด้วยความเป็นห่วงคนในสังคมไทยหลังจากเราต่างสูญเสียความรู้สึกที่ดีงามต่อกันไปคนละเล็กคนละน้อย และไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป หลังจากที่เราสูญเสียเลือดเนื้อกันไปยี่สิบกว่าชีวิต และบาดเจ็บแปดร้อยกว่าคน จากการปะทะกันในวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓
แต่สิ่งที่รู้คือ เรายังมีความเห็นแก่ตัวกันอยู่มาก และเราจะลดความเห็นแก่ตัวกันคนละนิดคนละหน่อยได้อย่างไร เราจะถอยกันคนละหลายๆ ก้าวแล้วมามองดูการกระทำของตนเองที่ผ่านไปแล้วตามความเป็นจริงได้ไหม เพราะเหตุความรุนแรงในครั้งนี้ ไม่มีใครไม่เกี่ยว คนทั้งประเทศล้วนได้รับผลกระทบทั้งหมด
พระอาจารย์สุรศักดิ์ บอกว่า ถ้าแต่ละคนยังยึดถืออะไรบางอย่างไว้ก็แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะต่างเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็นใหญ่
"การแก้ปัญหา เราต้องไม่ยึดวิธีการใด วิธีการหนึ่ง ต้องใช้หลายๆ วิธี เปิดใจให้กว้าง และต้องใช้วิธีที่ทุกคนได้รับประโยชน์ ก็คือ ไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนคนอื่น และต้องรอเวลา เพราะปัญหามันเกิดขึ้นนานแล้ว ต้องค่อยๆ แก้ปัญหาไป ถ้ายังหาคำตอบไม่ได้ก็อย่าไปด่า อย่าไปประณาม หรือวิพากวิจารณ์แรงๆ ต้องถามตัวเราเองว่า ถ้าเราเป็นเขา เราแก้ปัญหาได้ไหม"
ท่านยกตัวอย่างบทกลอนของหลวงวิจิตรวาทการที่ว่า...
เมื่อมีร้อนก็มีเย็นเป็นเครื่องแก้
มืดแท้แล้วก็ย่อมมีเวลาสว่าง
ถึงครึ้มฟ้ามัวฝนทุกทิศทาง
เมื่อเมฆจางก็จะกลับเห็นแสงจันทร์
ประวัติศาสตร์ชาติไทยเกิดได้ยาก
จะลำบากเท่าไรเราไม่หวั่น
ขอกำลังใจให้สามัคคีดีต่อกัน
จะฟาดฟันอุปสรรคให้สิ้นไป ...
"ให้นึกถึงความสามัคคีของประเทศชาติเป็นส่วนรวม ไม่ใช่คนละสี คนละความคิดเห็น และต้องเชื่อมั่นว่า ทุกปัญหาสามารถแก้ไขได้เสมอ ถ้าไม่ทิ้งธรรมะ ทุกปัญหาต้องจบลงที่ธรรมะ คำว่ายุติธรรม จึงมีความสำคัญมาก คือต่างฝ่ายต่างหันหน้าเข้าหากัน ไม่กีดกันซึ่งกันและกัน ไม่เกลียดกัน หรือว่าเห็นอีกฝ่ายเป็นศัตรู แล้วคอยประณามด่าว่ากัน เวลาที่เกิดวิกฤติ อย่าให้ไปจนถึงความฉิบหาย กลายเป็นวินาศ แต่ควรจะเป็นการพัฒนาไปจนถึงวิมุตติ ท่านพุทธทาสเรียกว่า หาเพชรให้ได้ในหัวคางคก คือหาสิ่งที่ดีมีประโยชน์ให้ได้ในวิกฤติ
"หวังว่าชาวไทยทุกคน สามารถมีสติปัญญาในการเปลี่ยนสิ่งร้ายให้กลายเป็นดี และทำความเข้าใจความเป็นจริงของชีวิตให้ได้ว่า ไม่มีหรอกในชีวิตที่จะดีตลอด หรือแย่ตลอด ประเทศชาติก็เหมือนกัน ไม่มีอะไรที่ดีๆ ตลอดไป มันต้องมีอะไรร้ายๆ บ้าง แต่เมื่อร้ายมาคราใดให้เปลี่ยนกลายเป็นดีให้ได้ นี่คือศิลปะที่จะอยู่บนโลกนี้อย่างไม่มีความทุกข์
"ไม่มีใครที่จะชื่นชมกับการที่มีคนเจ็บคนตาย เพราะความเห็นไม่ตรงกัน โดยเฉพาะเป็นพี่น้องกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน อยู่ในประเทศชาติเดียวกัน ลองมาจับมือต่อๆ กันดูสิ ไม่มีหรอกที่ไม่มีใครเป็นญาติพี่น้องกัน และไม่มีใครหรอกที่จะอยากมาทำร้ายกันเอง แต่ที่คนทำร้ายกันได้เพราะกิเลสเข้าไปครอบงำใจในเวลานั้น ทำให้ไม่เห็นว่าเป็นพี่น้อง เป็นญาติมิตรอีกแล้ว แต่เห็นเป็นผักเป็นปลา เป็นยุคมิคสัญญี หมายถึง สำคัญมั่นหมายว่า นี่เป็นผักเป็นปลา ไม่ใช่เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันก็เลยทำร้ายกันได้ เราไม่อยากเห็นสภาวะอย่างนั้นเกิดขึ้นที่ไหนเลยก็ตามบนโลกนี้ และต้นตอของปัญหาทุกอย่างก็คือ ความเห็นแก่ตัว เราต้องลดความเห็นแก่ตัวลง จึงจะสามารถมีระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงได้ และเราต้องมาวางรากฐานกันใหม่ ต้องให้การศึกษากันใหม่ตั้งแต่เด็กๆ กันเลยทีเดียว"
พระมหาพงศ์นรินทร์ ฐิตวํโส วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร อธิบายเพิ่มเติมว่า วิธีการลดความเห็นแก่ตัวคือ "วิถีบุญ" ซึ่งเราทำหล่นหายไปในอดีต
"เมื่อก่อนมีปัญหาก็ไปถามหลวงพ่อ หลวงพี่ แต่แล้ววันพระถูกวางยาให้หายไปตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๒ ที่มุ่งเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลักให้คนทำงานกันให้มากขึ้น เพื่อเป็นแรงงานราคาถูก ทำให้คนอ่อนแอ จะได้ปกครองง่าย และในที่สุดเมื่อวันพระหายไป ปัญญาของสังคมถูกริดรอนไปโดยระบบรัฐ จากที่เราเคยทำบุญร่วมกันในครอบครัวปีละ 50 ครั้ง ก็หายไปตั้งแต่ปีนั้นจนถึงปีนี้ การทำบุญร่วมกันหายไปถึง ๒,๕๐๐ ครั้ง แสดงว่า วัคซีนป้องกันความโลภ ความโกรธ ความหลงก็หายไปด้วย
"เมื่อก่อนเราไปทำบุญที่วัด วันพระเป็นวันที่พ่อแม่พาลูกเข้าไปรับยาแก้กิเลสกันทุก 7-8 วัน คือในแต่ะสัปดาห์ กิเสสมันจะเข้ามามาก และการไปวัด ก็คือการไปสละความโลภ ไปรับยาชำระกิเลส แต่เมื่อวิถีบุญหายไป วิถีบาปก็เข้าครอบครองจิตใจมากขึ้น
"เราทุกคนเรียกร้องความสามัคคี แต่ไม่มีกระบวนการ เราลงทุนแต่การตรวจสอบ เยอะไปหมด แต่ไม่มีวิถีการรวมคน วิถีบุญเป็นการรวมคนที่ทำให้สังคมเกิดปัญญา เราต้องทำให้เป็นวาระแห่งชาติเลยทีเดียว และนี่อาจจะเป็นขบวนรถไฟเที่ยวสุดท้ายที่จะให้เรารอดไปด้วยกัน"
และด้วยวิถีบุญนี้ พระอาจารย์สุรศักดิ์ มองว่า อย่างเพลงดนตรีของจีวัน เนื้อหาดีมาก แต่ไม่ค่อยมีใครสนใจ ผู้ใหญ่บ้านเราต้องช่วยกันให้โอกาส อย่างเพลง "จิตร ประภัสสร" ที่มีเนื้อหาว่า เมื่อก่อนเคยรักกัน แล้วทำไมจึงทะเลาะกันอย่างนี้ ก็ไม่ค่อยได้รับการเผยแพร่เท่าไหร่
ดินป่า จีวัน ผู้แต่งเพลงดังกล่าว ได้พูดไว้ในวันเปิดตัว โครงการ "กตัญญูกตเวทีสองศรีพระศาสนา" กับ คอนเสิร์ต "พ่อแม่ลูก" ที่จะมีขึ้นวันเสาร์ที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ณ โรงละครแห่งชาติ ว่า เพลงนี้มีนัยเป็นสองอย่างเกี่ยวเนื่องทั้งครอบครัวและสังคม
"ในเรื่องของผัวเมียก็หมายถึงว่า วันหนึ่งเคยรักกัน แล้ววันหนึ่งความรักนั้นมันหายไปไหนกัน ผมแต่งจากสภาวะจริง เรื่องครอบครัวและสังคม เป็นหน้าที่ที่ต้องช่วยกัน คนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดไม่ใช่เจ้าของประเทศทั้งหมด เราออกมาพูดกันเยอะ ไม่ว่าเหลือง แดง ขาว ต่างคนต่างมีมุมมอง แต่เราไม่เคยฟังกันจริงๆ เราต้องเปิดพื้นที่การฟังกันและกันให้มากขึ้น และอย่ารุนแรง เพราะรุนแรงมันแก้ไม่ได้
"พอรุนแรงปุ๊บมันเกิดความไม่ชอบธรรมทันที โดยสัญชาตญาณ มันจะแรงต่อเนื่องไปหมด เราต้องคุมให้อยู่ และความจริงความรุนแรงมีรากฐานจากความกลัว เหลืองมาก็เพราะกลัว แดงมาก็กลัว คนที่ฆ่าคนได้ก็เพราะกลัว ทุกคนมีความกลัว และมีความทุกข์ติดมาด้วย เพราะมันเกิดความไม่ชอบธรรมอะไรบางอย่าง เราต้องเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ขยายความทุกข์อันนั้นออกมาแชร์กัน แต่ไม่ใช่การปล่อยข่าวด่าว่ากันไปมา เพราะตอนนี้สังคมระแวงกันมากขึ้นแล้วจากข่าวลือ ..."
คำตอบที่จะช่วยลดความหวาดระแวงต่อกันนั้นไม่ได้อยู่ในสายลม แต่อยู่ที่ลมปากที่มีสติของเราทุกคน
อย่างที่ดินป่า จีวัน ตั้งข้อสังเกตก็คือ ทุกปัญหา และทุกความงดงาม ล้วนเกิดมาจากครอบครัว พ่อแม่ลูก แค่นั้น
"โลกจะดีหรือร้ายก็เกิดจากสามคนนี้ และที่สำคัญที่สุด เราต่างเป็นหนึ่งในจำนวนสามคนนั้น "
สนใจวิถีบุญกับคอนเสิร์ต "พ่อแม่ลูก" โดยจีวันแบนด์ ติดต่อเพิ่มเติมได้ที่กลุ่มศิลปะเปิดจิต ๐๘-๗๕๙๕-๕๖๑๙ รายได้จากการจำหน่ายบัตรเพื่อใช้ในโครงการนำเพลงธรรมะสู่เยาวชน และการผลิตจัดทำสื่อธรรมะมอบแก่โรงเรียน/วัด และหน่วยงานด้านเยาวชนทั่วประเทศ
มนสิกุล โอวาทเภสัชช์



