
คิดสวนทาง-Bangkok Jazz Festival 2010
ผมได้มีโอกาสร่วมงานกับ คุณวนิดา วรรณศิริกุล หรือ คุณปิ๋ว กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอร์มินัล เอกซ์ตร้า เอนเทอร์เทนเมนท์ จำกัด ผู้จัดงานบางกอกแจ๊สเฟสติวัล ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ 7 มาก่อนหน้านี้เป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว
ตั้งแต่แกยังอยู่ “มีเดียพลัส”งานที่สำคัญๆ เช่น การแสดงแสง สี เสียง (multi media) เรื่อง “นิพพาน อิเล็กทริก” ซึ่งเราเป็นกลุ่มแรกๆ ที่นำเสนองานในรูปแบบ สื่อผสมนี้เมื่อประมาณปี 2533 กับกลุ่ม "บัตเตอร์ฟลาย” จัด “Beatles Society” และในปี 2547 จัดคอนเสิร์ตชื่อ “ตำนานเมืองผีเสื้อ” ที่อิมแพ็ค อารีน่า ฯลฯ
คุณปิ๋วก็เป็นผู้ร่วมงานอีกท่านหนึ่งที่ผมทำงานด้วยแล้วสบายใจ เราพูดภาษาเดียวกัน ไม่มีเรื่องหยุมหยิมรำคาญใจ ตรงไปตรงมา ทำได้อย่างที่พูดไว้และตรงเวลา ทำงานกันแบบมืออาชีพ ซึ่งแปลว่า "ไม่พลาด" งานบางกอกแจ๊สเฟสติวัลในครั้งนี้ ผมก็มีโอกาสได้ร่วมงานกับคุณปิ๋วอีก ทั้งในฐานะศิลปินที่ต้องขึ้นเวทีแสดงดนตรีในคืนวันสุดท้ายคือวันที่ 14 มีนาคม และในฐานะ Program Director ในส่วนดนตรีเพื่อการศึกษา
เราพูดคุยเตรียมงานกันล่วงหน้ากว่า 6 เดือน ในปีนี้แกมีไอเดียใหม่ที่อยากจะส่งเสริมให้นักศึกษาวิชาดนตรี โดยเฉพาะในสาขาดนตรีแจ๊ส ได้มีโอกาสแสดงต่อสาธารณชน จึงได้มาปรึกษาผมเพื่อให้จัดหาวงที่มีอยู่ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ให้ ซึ่งเป็นความคิดที่ตรงกับความต้องการในด้านการศึกษาอยู่พอดี เพราะในวิชารวมวง (Ensemble) ที่มีสอนกันอยู่ในมหาวิทยาลัยต่างๆ นั้น ถ้าเด็กๆ ไม่ได้มีโอกาสที่จะแสดงสดต่อหน้าผู้ชมแล้ว การเรียนการสอนก็ไม่ค่อยจะได้ผลเท่าที่ควร ครั้นทางมหาวิทยาลัยจะลุกขึ้นมาจัดเองก็ไม่ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ เพราะต้องใช้ทุนทรัพย์และกำลังคนที่มีความรู้ในการจัดการแสดง อีกทั้งการประชาสัมพันธ์ต้องทำอย่างทั่วถึง ถ้าทำกันจริงๆ ต้นทุนที่จะต้องใช้ก็กลับไปตกอยู่กับนักศึกษาส่วนหนึ่ง ซึ่งก็จะทำให้ค่าลงทะเบียนต่อหน่วยกิตสูงขึ้น ถ้าไม่ใช่วิชาบังคับก็จะมีนักศึกษามาลงทะเบียนกันน้อย ในที่สุดก็เปิดสอนวิชานี้ไม่ได้เพราะนักเรียนไม่พอกับค่าใช้จ่าย เมื่อนักศึกษาไม่มีโอกาสได้แสดงบ่อยๆ ทักษะและประสบการณ์ก็ขาดหายไป กลายเป็นนักดนตรี ที่มีฝีมือไม่ดี ปัญหาก็วนกันไปวนกันมาเป็นงูกินหางแบบนี้
ดังนั้น การจัดงานครั้งนี้จึงตอบโจทย์ดังกล่าวได้ แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ การเชิญอาจารย์ผู้สอนให้มาแสดงด้วย ทำให้นักศึกษาได้มีโอกาสชมฝีมือของเหล่าอาจารย์ ซึ่งส่วนมากก็เป็นนักดนตรีแจ๊สที่มีชื่อเสียงของประเทศอยู่แล้ว
ผมได้จัดให้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยหนึ่งได้ชมฝีมืออาจารย์ ของอีกมหาวิทยาลัยอีกแห่งหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความคิดแตกฉานไม่ใช่รับข้อมูลด้านเดียว เพื่อให้เกิด คำถาม การค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม เกิดการเปรียบเทียบ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาทั้งในตัวของลูกศิษย์ และตัวของอาจารย์เอง เมื่อกลไกนี้เกิดขึ้นย่อมนำไปสู่ความก้าวหน้าของวงการ
เมื่อเขียนถึงตรงนี้พาลไปนึกถึงกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นรากหญ้าที่ได้ข้อมูลเพียงด้านเดียว นอกจากนั้นข้อมูลที่ได้รับยังเป็นการโกหกหลอกลวงเพื่อผลประโยชน์แอบแฝงที่ไม่ได้มุ่งหวังเพื่อประชาธิปไตยเลย พวกเขาเป็นเพียงเครื่องมือของกลุ่มบุคคลที่หวังอำนาจทางการเมือง “ประชาธิปไตย”แปลอีกอย่างได้ว่าคือ“โอกาสที่เท่าเทียมกัน” ถ้าแกนนำยังเห็นความโง่ความไม่รู้คือ เหยื่ออันโอชะของเขาเหล่านั้นแล้ว การเรียกร้องนี้จึงไม่ใช่การเรียกร้องเพื่อประชาธิปไตย แต่เป็นไปเพื่อสนองตัณหาและการแสวงหาอำนาจทางการเมืองเท่านั้น
การแสดงคอนเสิร์ตในปีนี้ ทางผู้จัดและผู้สนับสนุนรายการซึ่งก็ได้แก่บริษัทบุญรอด บริวเวอรี่ และเซ็นทรัลเวิลด์ ก็มีความตั้งใจเป็นอย่างมากที่อยากจะให้การจัดงานครั้งนี้ออกมาดีที่สุด ได้ทั้งสาระและบันเทิง ได้ขยายเวลาจัดถึง 6วัน จากที่เคยจัดกันเพียง 3 วัน จากวันที่ 9-14 มีนาคม ที่ผ่านมา มีศิลปินต่างชาติระดับโลก เช่น คริสเตียน แมคบรายท์ โรเบน ฟอร์ด สตีฟ ลุคแคตเตอร์ บ๊อบ เจมส์ ศิลปินจากทวีป ยุโรปและเอเชียอีกหลายท่าน นับว่าเป็นการแสดงที่หาดูได้ยากจริงๆ ผมได้มีโอกาสเข้าไปดู คริสเตียน แมคบรายท์ และวงของเขาที่เปิดแสดงเป็นวงแรกเล่น น่าเสียดาย ที่คนดูไม่มากเท่าที่ควร แต่วงก็เล่นกันเต็มฝีมือและก็แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของคำว่าระดับโลกได้ชัดเจน
สถานการณ์ทางการเมืองเริ่มมีวี่แววว่าจะเกิดความไม่สงบตั้งแต่ก่อนจะไปฟิลิปปินส์และยังสงสัยอยู่ว่าจะได้กลับมาหรือไม่ กลุ่มคนเสื้อแดงเริ่มออกอาการตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ และมีข่าวว่า จะมีการชุมนุมใหญ่ในช่วงงานบางกอกแจ๊สเฟสติวัล คือวันที่ 14 มีนาคม วันที่ผมต้องแสดงคอนเสิร์ตพอดี
วันที่กลับมาถึง ผมมีความรู้สึกแปลกๆ ทั้งที่เคยไปต่างประเทศมาหลายครั้งก็ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน ผมมองบ้านเมือง ถนนหนทาง ทุ่งหญ้า ระหว่างสนามบินสุวรรณภูมิ ตัดเข้าถนนกาญจนาภิเษก เพื่อเข้าด้านหลังถนนสุขาภิบาล 5 ออกรามอินทรา ตอนนั้นเป็นตอนเย็นพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน ทุกอย่างดูสวยงามไปหมด ผมบอกกับตัวเองว่านี่คือบ้านของผม ผมรักบ้านของผม บ้านเราสวยงามร่มเย็น แต่กำลังจะมีคนมาทำลายสิ่งที่ปรากฏอยู่กับตานี้
จากวันนั้นมาผมก็ต้องอยู่กับความไม่แน่นอน เพราะไม่รู้ว่างานที่มีอยู่ชิ้นเดียวในตอนนี้จะมี โอกาสได้ทำหรือไม่ แล้วจะมาเล่าต่อให้ฟัง
จิรพรรณ อังศวานนท์



