
มนุษย์
เพียงแค่เกิดมา มีรูปกาย ภาษา ท่าทาง เป็นคน ก็อย่าเพิ่งด่วนสรุป ว่าเขา (หรือเธอ) ผู้นั้น เป็นมนุษย์ หากสิ่งมีชีวิตดังกล่าวนั้นปราศจาก มนุษยธรรม
นี่มิใช่การตีฝีปากด้วยโวหาร หรือการอวดโอ่ถ้อยวาทะ ด้วยว่า ‘ความเป็นมนุษย์’ นั้นต้องเกิดขึ้นจาก ‘การฝึก’ ประกอบไปด้วยศักยภาพ, พัฒนาการ, การประมวล-ประเมินผล และการสรุปบทเรียน
…สรุปบทเรียนใน ‘ความเป็นมนุษย์’ เพื่อจะ ‘เป็นมนุษย์’
‘มนุษย์’ ผู้เปี่ยมไปด้วย ‘ธรรมะแห่งความเป็นมนุษย์’ อันมีที่มาจาก ‘เหตุ-ปัจจัย’ ทั้ง ‘ภายนอก’ และ ‘ภายใน’ ที่ ‘เหมาะสม’ และ ‘ลงตัว’ อย่าง สมดุล-พอดี
เป็นความ ‘พอดี’ ที่ด้านหนึ่งเกิดจาก ‘ธรรมชาติ’ ผสมผสานกับ ‘ภูมิปัญญา’ ที่มนุษย์สืบทอดกันมา จากบรรพบุรุษสู่มนุษย์ในรุ่นต่อๆ มา
ภูมิปัญญาทั้งจากอารยธรรม วัฒนธรรม และศาสนธรรม ที่มนุษย์รุ่นก่อนหน้า ใช้เลือดเนื้อ ชีวิต และจิตวิญญาณเข้าแลก ผ่านความเจ็บปวด ล้มตาย ความสุข ความทุกข์ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และหยาดน้ำตา จากใครต่อใครจนนับไม่ถ้วน
การเป็น ‘มนุษย์’ จึงมี ‘ที่มา-ที่ไป’ มิใช่และมิได้หล่นลอยมาจากฟากฟ้า
การที่เราจะพบว่า ใครสักคนผู้มี ‘ความสมบูรณ์พร้อม’ จึงมิใช่โชคเคราะห์ หรือ ชะตากรรมของปัจเจกชนโดยอิสระ
ความเป็นจริงข้างต้น จึงเป็นคำอธิบายในบางแง่มุม ว่าเหตุใด ‘บางคน’ ผู้มิได้ขวนขวายที่จะศึกษา, อบรม หรือพัฒนาตน จึงอาจมีพฤติกรรมที่มิได้คู่ควรกับรูปลักษณ์ภายนอกหรือเปลือกห่อหุ้มของเขาที่มีลักษณะ ‘มนุษย์’ เช่นผู้อื่น
ด้วยเหตุนี้ ในปัจจุบันสมัย การดำรงอยู่ของ ‘ชีวิต’ จึงมิใช่เรื่องง่าย เพียงแค่จะอยู่ร่วมกันให้ได้ กับความแปรปรวนผันผวนของธรรมชาติ หากยังต้องคำนึงถึงการอยู่ร่วมกันให้รอดกับสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์อีกหลายต่อหลายจำพวก ในวันเวลาที่มนุษยธรรมบกพร่องและจางคลายลงไปทุกที
ทำอย่างไร ที่จะปลอดพ้นจากผู้ประสงค์ในชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น ทำอย่างไร จึงจะปลอดพ้นจากความรุนแรงทางเพศ ความขัดแย้งทางความเชื่อ เชื้อชาติ เศรษฐกิจ และการเมือง
ทำอย่างไร จึงจะปลอดพ้นจากภัยสงคราม ภัยของมลภาวะ และภัยจากการก่อการร้าย ตลอดจนภัยจากการเอารัดเอาเปรียบ ในยุคทุนนิยมสุดขั้ว และบริโภคนิยมชนิดไม่ลืมหูลืมตา
อันเป็น ‘นานาภัย’ จากผู้ปราศจาก ‘ธรรมแห่งความเป็นมนุษย์’ หรือ ‘มนุษยธรรม’ อย่างที่ควรจะเป็น
นี่เป็นปัญหาของ ‘วันนี้’ และ ‘วันพรุ่ง’ สำหรับ ‘นักภาวนา’ แห่งยุคสมัย ผู้เข้าใจตนเอง และเข้าใจผู้อื่น ตลอดจนสรรพสิ่งรอบตัวไปพร้อมๆ กัน
ด้วยว่า..ด้านหนึ่ง ในการเป็นนักภาวนา คือการถึงพร้อมด้วยความเข้าใจตนเอง ทั้งที่มาที่ไปและปัจจัยแวดล้อม ตลอดจนปฏิสัมพันธ์ที่มีกับทุกสิ่ง
ขณะที่อีกด้าน นักภาวนาจำต้องเข้าใจและตระหนักรู้ในธรรมชาติทั้งปวงอย่างที่มัน ‘เป็น’ และอย่างที่ ‘ควรจะเป็น’ ไปพร้อมๆ กัน
มนสิการต่อธรรมชาติทั้งภายในและภายนอกดังกล่าวนี้ เป็นบาทฐานสำคัญต่อการ ‘รู้แจ้ง’ ทั้งใน ‘แก่นสาระ’ และ ‘ปรากฏการณ์’ ของโลก ตลอดจนเป็นบาทฐานสำคัญต่อการกำหนด ‘ท่าที’ และการ ‘วางท่าที’ ที่ ‘มนุษย์’ จะพึงมีต่อกันทั้งกับ ‘มนุษย์’ และสิ่งที่ ‘คล้ายมนุษย์’ ที่กล่าวมาข้างต้น
ในโลกอันสับสนวุ่นวาย มนุษย์มี ‘มนุษยธรรม’ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว และเติมเต็มความพร่อง มี ‘ภาวนาวิถี’ อันสงบเย็น เป็นเส้นทางและเป้าหมายเพื่อยกระดับและสร้างพัฒนาการแก่จิตวิญญาณ
เดินแค่ไหน ก็ถึงแค่นั้น
ปฏิบัติเพียงใด ก็ได้รับผลเพียงนั้o
หากไม่ขวนขวาย ก็เป็นสิ่งคล้ายมนุษย์อยู่เช่นเดิม
"พระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณ"



