ไลฟ์สไตล์

แขกรับเชิญ-นักแปลป.4"ศรีดาวเรือง"36 ปี บนถนนวรรณกรรม

แขกรับเชิญ-นักแปลป.4"ศรีดาวเรือง"36 ปี บนถนนวรรณกรรม

26 เม.ย. 2553

ไม่น่าเชื่อว่านักเขียนหญิงระดับหัวแถวของวงวรรณกรรมไทยนาม “ศรีดาวเรือง” จะมีความสามารถแปลหนังสือ นอกเหนือไปจากงานประพันธ์วรรณกรรมที่ทำมาตั้งแต่ พ.ศ. 2517 ทั้งๆ ที่เธอจบเพียงชั้น ป.4 เท่านั้น!!

 ผลงานการแปลล่าสุดของ “ศรีดาวเรือง” คือชุดอมตะนิทาน 2 เล่มใหญ่ นั่นคือ งานแปลบทประพันธ์ของ 2 นักเขียนระดับโลก “ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซ่น” ชาวเดนมาร์ก และผลงานของ “สองพี่น้องตระกูลกริมม์” ชาวเยอรมัน

 และในวาระฉลองครบรอบ 500 ปี ความสัมพันธ์ไทย-โปรตุเกส ได้มีการแปลเรื่องสั้น “มัทรี” ของ “ศรีดาวเรือง” เป็นภาษาโปรตุเกส ผ่านฝีมือของ “ประโลม บุญรัศมี"

 ในทางกลับกัน รูปธรรมของสถานะ “นักแปล” ของ “ศรีดาวเรือง” ปรากฏอยู่ก่อนหน้านี้อีกเป็นจำนวนไม่น้อย โดยผลงานการแปลวรรณกรรมของ “ศรีดาวเรือง” ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ประกอบไปด้วย...

 การผจญภัยของลุงป๋วย (2522) สมุดปกเขียว (2522) ดอนกีโฮเต้ ฉบับอนุบาล (2522) นิทานฮาวาย (2530) แม่ถ้อยน้ำคำ (2537) ลึกมั้ยนะ (2544)

 แม่ไม้ (2544) ยุคสมัยไวกิ้ง (2544) ผืนดินออกลูกเป็นเสื้อ (2545) เด็กข้างรางรถไฟ (2547) ความลับในห้องหมายเลข 342 (2547)

 นิทานของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซ่น (2548) และนิทานของสองพี่น้องตระกูลกริมม์ (2548)

 ผลงานดังที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นการพิสูจน์ถึงสถานะ “นักแปล” ของ “ศรีดาวเรือง” ในบทบาทของ “ทูตวรรณกรรม” อย่างไม่เป็นทางการได้อีกโสดหนึ่ง

 ไม่ว่าคำว่า “ทูตวรรณกรรม” จะหมายความถึง “ตัวแทน” ในลักษณะ “สะพานเชื่อม” ที่นำเอาวรรณกรรมท้องถิ่น ไปสู่แวดวงหนังสือสากล หรือจะเป็นการนำเอาวรรณกรรมของสากลกลับสู่ท้องถิ่นก็ตาม...

 ย้อนหลังกลับไปเมื่อราวปี 2540 นักเขียนไทยนาม ศรีดาวเรือง ได้รับเชิญให้เดินทางไปเยือนยุโรป ในฐานะผู้สรรค์สร้างงานวรรณกรรม โดยมีเจ้าภาพร่วมคือสมาคมไทยศึกษา พิพิธภัณฑ์บูรพา พิพิธภัณฑ์ชาติวงศ์วรรณา และสหภาพนักเขียนสวีเดน ซึ่งมอบเกียรติให้ไปเยือนกรุงสตอกโฮล์ม พร้อมได้รับเชิญให้เดินทางต่อไปยังเดนมาร์ก เยอรมนี และอังกฤษ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2540 ซึ่งการได้รับเชิญให้เดินทางไปเยือนยุโรปในฐานะ ทูตวรรณกรรม อย่างไม่เป็นทางการครั้งนั้น ถือว่าได้สร้างคุณูปการด้านงานประพันธ์ไว้ไม่น้อย

 นอกจากนี้ ศรีดาวเรือง ยังเคยได้รับเกียรติเชื้อเชิญให้ไปร่วม งานเทศกาลวรรณกรรมเอเชีย-แอฟริกา 2007 ณ เมืองจอนจู ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่ง ศรีดาวเรือง บอกว่า การได้รับเชิญครั้งนี้เป็นเกียรติอย่างมาก เพราะในฐานะคนบ้านนอกคนหนึ่งจากพิษณุโลก ซึ่งแม้ปัจจุบันจะหยั่งรากอยู่แถวรังสิต แต่ระยะหลังๆ ก็ไม่ค่อยได้เข้ากรุงเทพฯ มากนัก การไปเกาหลีใต้ครั้งนั้น จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่ทำให้คนบ้านนอกได้ไปเมืองนอก!

 และก่อนหน้าที่ ศรีดาวเรือง จะได้รับเชิญไปประเทศเกาหลีใต้ มีการตีพิมพ์-เผยแพร่บทบันทึกในเชิงอัตสารคดี เมื่อครั้งที่เธอเดินทางออกย่ำแผ่นดินยุโรปออกมาจำนวน 1 เล่ม นั่นคือ งานเขียนชุด สี่แผ่นดินอื่น โดยจะแบ่งออกเป็น 4 ภาค คือ สวีเดน เดนมาร์ก เยอรมนี และอังกฤษ...

 โดยเฉพาะในวาระ 36 ปี ศรีดาวเรือง ที่กำลังจะมาถึง “คม ชัด ลึก” อยากย้อนกลับไปรำลึกถึงรวมเรื่องสั้นที่เคยได้รับการ “แปลเป็นภาษาต่างประเทศ” จำนวน 12 เรื่อง (จากเกือบ 50 เรื่อง) คัดสรรเอาไว้ในรวมเรื่องสั้น 2 ภาษาชุด “ราษฎรดำเนิน” ซึ่งจะหมายความเป็นอื่นใดไปไม่ได้นอกจากว่าผลงานของเธอมีคุณค่าในสายตานักวิชาการวรรณกรรมระดับสากลนั่นเอง!!

 “ส.ศิวรักษ์” เคยเขียนถึง “ศรีดาวเรือง” เอาไว้ว่า “...แม้ว่า ศรีดาวเรือง จะมิใช่ผู้นำมวลชนชั้นแนวหน้า แต่เมื่อพิจารณาจากประวัติและงานแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าเธอมีความแนบแน่นอยู่ในขบวนของผู้ใช้แรงงาน มาตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 เอาเลยด้วยซ้ำ เริ่มตั้งแต่งานในบ้านเรื่อยไปจนถึงงานในโรงงานอุตสาหกรรมของทุรยุค ที่แรงงานส่วนใหญ่หลั่งไหลมาจากหัวเมืองชนบทที่กำลังล่มจม

 เพราะเหตุนี้เธอจึงเลือกที่จะเริ่มต้นผลงานชิ้นแรกๆ ด้วยการสะท้อนภาพชีวิตของคนงานโรงงานทำแก้ว ออกมามีชื่อว่า “แก้วหยดเดียว” ที่เข้าใจว่าจะได้รับทั้งคำแนะนำและกำลังใจเป็นเป็นพิเศษจากบรรณาธิการวารสารที่ลงตีพิมพ์เรื่องสั้นนี้เป็นประเดิมในเดือนตุลาคมปี 2518 นับแต่นั้นเป็นต้นมาเราก็มักจะได้พบชื่อศรีดาวเรืองปรากฏอยู่ด้านล่างผลงานต่างๆ ตามสื่อที่เป็นปากเป็นเสียงของขบวนการประชาชนอยู่เสมอๆ

 แต่สิ่งซึ่งถือว่าแผกไปกว่าวรรณกรรมประเภทชูธงที่มีสะพัดกันจนเกร่อในยุคกระโน้นและแม้ยุคต่อๆ มาก็คือ นอกจากจะเป็นการสะท้อนความทุกข์ยากในวิถีชีวิตคนทำงานจากประสบการณ์ตรงแล้ว งานเขียนของศรีดาวเรือง ยังส่องให้เห็นและตั้งคำถามเกี่ยวกับแบบแผนคุณค่าทางจริยธรรม ศาสนธรรม ที่แปรเปลี่ยนไปอย่างเป็นการตรงกันข้ามกันของ ไพร่กับกระฎุมพี ชนบทกับเมืองหลวง เกษตรกรรมกับอุตสาหกรรม ถือเป็นเครื่องยืนยันอย่างดีถึงสายตาอันแหลมคมของเธอ ที่สามารถแทงทะลุทฤษฎีการต่อสู้ทางชนชั้น หรือไม่เพียงแต่บอกเล่าถึงความทุกข์ชั้นผิวๆ ของราษฎรผู้เสียเปรียบในสังคมเท่านั้น เพราะแม้แต่การกดขี่ทางเพศสภาพที่กัดกร่อนลึกลงไปถึงชั้นจิตวิญญาณ ก็ถูกเธอนำมาตีแผ่ไว้อย่างน่าสะเทือนใจ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องชายผ้าเหลือง (2518) มัทรี (2528) หรือดุจดั่งจะคายคืน(2532)

 ยิ่งเมื่อเราพิจารณาถึงกลวิธีในทางวรรณศิลป์ด้วยแล้ว จะเห็นได้ว่าอินทรีย์ของศรีดาวเรืองในด้านนี้แก่กล้าในทางกุสุมรสยิ่งขึ้นๆ ตามความล่วงกาลผ่านวัยของชีวิตและการงานอย่างต่อเนื่องและเสมอต้นเสมอปลายของเธอ ในอันที่จะถ่ายทอดเรื่องราวการดำเนินของไพร่ หรือราษฎรซึ่งต้องเผชิญกับความทุกข์ยากเดือดร้อน ให้ผู้คนในโลกหนังสือได้รับรู้ตลอดมา จนเกือบย่างเข้าสู่ทศวรรษสี่เข้านี่แล้ว...”

 กล่าวโดยสรุป บทบาทการเป็น “ทูตวรรณกรรม” ของ “ศรีดาวเรือง” ถูกยืนยันอีกครั้ง โดยนอกจากการแปลผลงานอมตะของ 2 นักเขียน ระดับโลก ซึ่งเป็นนักเขียนจากประเทศที่เธอเคยไปเยือนนั่นเอง นั่นก็คือการแปลชุดนิทานของ “ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซ่น” ชาวเดนมาร์ก และผลงานของ “สองพี่น้องตระกูลกริมม์” ชาวเยอรมัน แล้ว...

 ในวาระฉลองครบรอบ 500 ปี ความสัมพันธ์ไทย-โปรตุเกส ได้มีการแปลเรื่องสั้น “มัทรี” ของ “ศรีดาวเรือง” เป็นภาษาโปรตุเกส ผ่านฝีมือของ “ประโลม บุญรัศมี” อีกด้วย...

36 ปี ในโลกหนังสือของ “ศรีดาวเรือง” ในภาค “ทูตวรรณกรรม” ถือเป็นบทพิสูจน์ของนักเขียนสตรีท่านหนึ่ง...

 ไม่น่าเชื่อว่านักเขียนหญิงระดับหัวแถวของวงวรรณกรรมไทยนาม “ศรีดาวเรือง” จะมีความสามารถแปลหนังสือ นอกเหนือไปจากงานประพันธ์วรรณกรรมที่ทำมาตั้งแต่ พ.ศ. 2517 ทั้งๆ ที่เธอจบเพียงชั้น ป.4 เท่านั้น!!!


นกป่า อุษาคเนย์