ไลฟ์สไตล์

มจธ.พัฒนาซอฟต์แวร์ประหยัดค่าโทร

มจธ.พัฒนาซอฟต์แวร์ประหยัดค่าโทร

25 เม.ย. 2553

เงินทองประหยัดได้ก็ควรประหยัด ยิ่งธุรกิจเบี้ยน้อยหอยน้อยเพิ่งเริ่มต้นกิจการ รายจ่ายอย่างพวกค่าโทรศัพท์ที่ต้องโทรติดต่อลูกค้าวันละหลายรอบ มันก็หลายสตางค์เหมือนกัน

บริษัทหลายแห่งไม่ว่าเป็นธุรกิจขนาดเล็กและขนาดใหญ่จึงหันมาติดตั้งระบบโทรผ่านอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกว่า VoIP ประหยัดกว่า เพราะไหนๆ เสียค่าอินเทอร์เน็ตให้พนักงานแชตเล่น เอ๊ย เช็กอีเมลแล้ว ก็เอามาใช้เป็นช่องทางแทนคู่สายเสียเลยดีกว่า

 ทว่า ก่อนจะประหยัดเงินค่าโทรศัพท์ด้วยระบบคุยสายผ่านอินเทอร์เน็ต ธุรกิจจำเป็นต้องลงทุนค่าตู้ชุมสายเสียก่อน ซึ่งก็หลายเงินอยู่ ทีมวิจัยจากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จึงคิดหาทางออกรูปแบบใหม่โดยพัฒนาซอฟท์แวร์แทนตู้ชุมสายเสียเลย

 ผศ.วชิรศักดิ์ วานิชชา นักวิจัยหัวหน้าโครงการบอกว่า แม้ไม่ได้เป็นเทคโนโลยีใหม่เอี่ยมอ่อง แต่ก็ถือเป็นความสำเร็จครั้งแรกของคนไทย

 ซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า IP-PBX (Digital Private Branch Exchange) ทำหน้าที่ส่งเสียงไปยังเลขหมายปลายทางทั้งเบอร์ต่อในออฟฟิศ และสายนอกองค์กร ในแต่ละตู้สาขามีฟังก์ชันการทำงานที่หลากหลาย อันเป็นระบบที่ใช้งานกับ VoIP หรือการสื่อสารทางเสียงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ตคุณภาพสูง

 ซอฟต์แวร์ IP-PBX ใช้งานง่ายเพียงผู้ใช้ลงโปรแกรมกับเครื่องคอมพิวเตอร์ และเชื่อมต่อกับโทรศัพท์บ้านธรรมดาทั่วไป ขอเลขหมายโทรศัพท์จากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตจะสามารถสื่อสารกันในองค์กร ต่างจังหวัด หรือต่างประเทศผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และจ่ายค่าบริการแบบเหมาจ่ายเป็นแพ็คเก็จ ในราคาที่ถูกกว่าโทรศัพท์ทั่วไปในราคานาทีละไม่ถึง 1 บาท

 ซอฟต์แวร์ชุมสายอยู่ระหว่างทดสอบประสิทธิภาพของระบบร่วมกับ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และเปิดให้ผู้สนใจทดลองดาวน์โหลดไปใช้งานฟรี เพื่อหาข้อบกพร่องที่ต้องพัฒนาต่อไป

 “การนำเทคโนโลยี VoIP มาใช้งาน จะทำให้องค์กรลดค่าใช้จ่ายในการสื่อสารสัญญาณเสียงไปได้อย่างมาก โดยจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นค่าโทรศัพท์ทางไกลต่างจังหวัด หรือค่าโทรศัพท์ทางไกลต่างประเทศ กรณีมีสาขาอยู่ในต่างประเทศด้วย” นักวิจัย กล่าว

 เทคโนโลยี IP-PBX ทีมวิจัยออกแบบและพัฒนาขึ้นในปี 2552 ที่ผ่านมา และต่อยอดเรื่อยมาจนปัจจุบัน โดยทุนสนับสนุนในการวิจัยจากสถาบันวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (TRIDI) จำนวน 1 ล้านบาท รวมถึงการสร้างห้องปฏิบัติการที่มีอุปกรณ์การวิจัยมูลค่า 6 ล้านบาท เพื่อเป็นพื้นที่สร้างกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี VoIP สำหรับนำความรู้ไปเผยแพร่แก่คนอื่นได้

 ผลงานชิ้นดังกล่าวได้พัฒนาระบบให้สามารถใช้งานง่าย และมีการติดตั้งที่ไม่ยุ่งยาก ราคาก็ถูก โดยใช้งบประมาณซื้ออุปกรณ์ และติดตั้งไม่เกิน 1 หมื่นบาท จากเดิมที่ต้องใช้เทคโนโลยีนำเข้าจะมีราคาสูงหลายหมื่นบาทต่อระบบ ปี 2552 ที่ผ่านมาตลาดอุปกรณ์และการบริการด้าน VoIP ของประเทศไทยมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 4,400 ล้านบาท 

 ผู้สนใจทดลองใช้ซอฟต์แวร์ดังกล่าวดาวน์โหลดได้ฟรี โดยสามารถแสดงความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพของระบบ รวมถึงสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://voip.sit.kmutt.ac.th

กานต์ดา บุญเถื่อน