
มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สกระตุ้นคนไทยตรวจเชื้อเอดส์
เพื่อกระตุ้นให้คนไทยใส่ใจและป้องกันโรคเอดส์หรือเอชไอวีกันอย่างต่อเนื่อง คณะมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สประจำปี 2553 จึงเข้าร่วมอบรมความรู้ด้านเอดส์ จากศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย และร่วมรณรงค์แจกสื่อประชาสัมพันธ์ให้แก่กลุ่มนักเรียนและนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่า
โดย ศ.นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ในสภาพปัจจุบัน พวกเราทุกคนต้องหันกลับมาให้ความสนใจและร่วมรณรงค์กันอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง เพราะพบปัจจัยหลายประการที่ส่อแววว่าจะมีผู้ติดเชื้อเอดส์มากขึ้น เช่น พบว่าการใช้ถุงยางอนามัยลดน้อยลง มีจำนวนประชากรชายรักชายเพิ่มมากขึ้น ดูตัวเลขเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประมาณ 250,000 คน และยังพบว่ามีสถิติเพศชายที่ติดเชื้อเอชไอวี ในสัดส่วน 3 ต่อ 10 คน นอกจากนั้น ยังพบผู้เป็นกามโรค ซึ่งโรคนี้ได้สูญหายไปจากประเทศไทยมานานนับสิบปีแล้ว
“วิธีการสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มขึ้น คือ การตรวจหาเชื้อเอชไอวี เป็นประจำทุกปี และต้องเร่งหาบุคคลผู้มีชื่อเสียง นักกีฬา นักการเมือง และคนสวยระดับประเทศ มาช่วยกันรณรงค์ โดยเน้นที่การรณรงค์แบบระยะยาว ปลูกฝังให้ผู้หญิงไทยทุกคน ปฏิเสธการมีเพศสัมพันธ์อย่างไม่ปลอดภัย” ผอ.ศูนย์วิจัยโรดเอดส์ แนะนำ
ส่วน "น้องปุ๊กลุก" ฝนทิพย์ วัชรตระกูล มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส ประจำปี 2553 กล่าวหลังจากได้รับความรู้ด้านเอดส์ว่า เอดส์ ไม่ได้เป็นเพียงความเจ็บป่วยและโรคร้ายที่คุกคามเฉพาะบุคคลเท่านั้น แต่เอดส์ยังเป็นปัญหาสำคัญในระดับสังคม และความมั่นคงของโลก นอกจากผู้ติดเชื้อจะได้รับผลกระทบทางร่างกายแล้ว ยังส่งผลกระทบไปถึงจิตใจทั้งของตนเองและบุคคลในครอบครัว และยิ่งไปกว่านั้น เอดส์เป็นโรคเรื้อรังที่สังคมยังไม่ให้การยอมรับ”
“ปุ๊กลุก ตั้งใจและยินดีเป็นสื่อกลางที่จะร่วมรณรงค์ให้คนไทย ตรวจหาเชื้อเอชไอวี เป็นประจำทุกปี เพราะจากการอบรมในวันนี้ ทราบว่าการที่พบเชื้อในระยะแรกๆ ผู้ติดเชื้อจะสามารถดูแลสุขภาพตนเองให้แข็งแรงได้ โดยการรับประทานอาหารที่ครบถ้วน ออกกำลังกาย และกินยาต้านไวรัส ซึ่งขณะนี้มียาฟรีแจกให้แก่ผู้ติดเชื้อทุกคนค่ะ” สาวงามร่วมรณรงค์
ปิดท้ายที่ "น้องเอี๊ยม" วรรษพร วัฒนากุล รองมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส อันดับ 1 กล่าวเสริมว่า อยากให้ทุกคนในสังคมตระหนักถึงความสำคัญของโรคเอดส์ และผู้ติดเชื้อเอชไอวี ไม่ใช่บุคคลน่ารังเกียจ เราสามารถจะอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อได้อย่างใกล้ชิด ซึ่งปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะบุคคล แต่เป็นเรื่องที่สังคมต้องให้การช่วยเหลือดูแล หากช่วยกันแก้ไขปัญหานี้ได้ เท่ากับว่าเรามีส่วนได้ช่วยพัฒนาประเทศให้ดีขึ้น และคาดหวังว่าเยาวชน จะมีโอกาสได้รับข้อมูลความรู้อย่างถูกต้อง จึงขอฝากถึงครอบครัว โรงเรียน ช่วยกันให้ความรู้เรื่องเพศ วิธีการป้องกันแก่กลุ่มเยาวชน และขอให้ผู้หญิงไทย รวมถึงชายรักชาย หลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธการมีเพศสัมพันธ์อย่างไม่ปลอดภัย ซึ่งจะเป็นแนวทางในการลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวี ได้ในอนาคต



