
พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง - อนาคตนักร้อง นกดง นกกรง (2)
ทว่าปริมาณฟาร์มเพาะมีราว 40 แห่งเท่านั้น จากความไม่สมดุลของอุปสงค์ อุปทาน จึงมีกลุ่มคนเลี้ยงนกปรอดหัวจุก เรียกหาความช่วยเหลือจากทางราชการเพื่อให้ปลดนกชนิดนี้ออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง จะได้ไม่ต้องมาควบคุมกันอีก พวกเขาจะได้เลี้ยงกันอย่างเสรี ด้วยข้ออ้างที
(1) เป็นนกเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้ชุมชน คนทุกชั้น
(2) สามารถเพาะเลี้ยงได้และไม่สูญพันธุ์แน่
(3) มีคนเลี้ยงกันแพร่หลายมหาศาลทุกหนแห่งทั่วประเทศและต่างประเทศ
ข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่มาจากนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องนก (นักปักษีวิทยา) นักอนุรักษ์ และส่วนราชการ (กรมอุทยานฯ) พบว่า
(1) นกชนิดนี้มีปริมาณลดลงในธรรมชาติ และหมดไปในหลายแห่งเช่น ภาคใต้
(2) นกปรอดหัวโขนมีความสำคัญต่อระบบนิเวศวิทยาชายป่าโดยมีส่วนฟื้นฟูป่าอย่างสำคัญ
(3) การเพาะเลี้ยงแม้จะสำเร็จแต่มีปริมาณน้อย
(4) การครอบครองไม่ถูกต้อง และการล่าจากธรรมชาติยังมีอยู่มาก และกระทำอย่างเปิดเผย
(5) ราชการจับผู้ครอบครอง และผู้ล่านกที่กระทำผิดกฎหมายได้อยู่ตลอดเวลา ฯลฯ
ทั้งนี้ จากข้อมูลทั้งสองฝ่ายแสดงว่า
(1) การปลดนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองจะทำให้มีการล่านกป่านกดงจนหมดไปได้
(2) การฟื้นฟูป่าตามธรรมชาติจะได้รับผลกระทบอย่างมาก และ
(3) ต่อไปจะมีการอ้างขอปลดสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ ออกไปอีกด้วยเหตุข้ออ้างเดียวกัน
ฉะนั้น ทางแก้ที่พอจะช่วยบรรเทาเยียวยารักษาโดย
(1) ยังคงนกปรอดหัวโขนไว้ในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง
(2) เร่งพัฒนาการเพาะเลี้ยงที่ถูกกฎหมาย ให้มีผลผลิตที่เพียงพอ
(3) เข้มงวดการล่าและค้านกป่าไม่ให้เกิดขึ้นอีก
(4) ตรวจรอบขึ้นทะเบียนและทำเครื่องหมายนกปรอดที่มีผู้ครอบครองให้เสร็จโดยเร็วเพื่อใช้เป็นหลักฐานการครอบครองนกที่ถูกกฎหมายต่อไป
(5) สร้างความเข้าใจแก่ผู้เพาะเลี้ยงและผู้ครอบครองนกปรอดหัวโขนให้ตระหนักถึงการสร้างสมดุลระหว่างนกกรงกับนกดง โดยแสดงให้เห็นว่าการเพาะเลี้ยงและใช้นกกรงเพื่อเป็นสัตว์เศรษฐกิจนั้นยังประโยชน์แก่การอนุรักษ์นกปรอดหัวโขนในธรรมชาติพร้อมกันด้วย เช่น ลดการล่าจับนกจากธรรมชาติ สนับสนุนการอนุรักษ์แหล่งหรือบ้านของนกในธรรมชาติ ฯลฯ
ผลที่สุดการเลี้ยงนกกรงก็จะเข้าสู่ระบบการควบคุมครอบครองอย่างถูกต้องในเวลาที่อาจนานสักหน่อย แต่จะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนตลอดไป นั่นคืออนาคตของนกนักร้อง “ปรอดหัวโขน” ครับ!
(จบ)
ปานเทพ รัตนากร



