ไลฟ์สไตล์

"พิการ" ใช่อุปสรรคชีวิตแต่เป็นแรงขับให้อยู่รอด

"พิการ" ใช่อุปสรรคชีวิตแต่เป็นแรงขับให้อยู่รอด

17 เม.ย. 2553

ตัวเลขคนพิการที่จดทะเบียนในระหว่างปี พ.ศ. 2537-2552 ของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพคนพิการแห่งชาติ (พก.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบว่า กรุงเทพฯ 40,475 ราย ภาคกลางและตะวันออก 192,852 ราย ภาคเหนือ 193,497 ราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 321,4

ดังนั้นสถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ (สพพ.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงได้เข้าไปสนับสนุนรายการ "ตะลุยสิบทิศ” รายการทีวีสำหรับผู้พิการ ซึ่งจัดขึ้นโดยมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ  เป็นรายการแรกในประเทศไทยที่ทีมงานผู้ผลิตทั้งหมดเป็นผู้พิการ นำเสนอข่าวสารความเคลื่อนไหวในงานด้านคนพิการ วิถีชีวิตของคนพิการที่อยู่ในสังคม เพื่อให้เกิดการอยู่ร่วมกันได้อย่างเท่าเทียมและมีศักดิ์ศรี และนำเสนอประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับคนพิการอีกด้วย

น้องซิม หรือพรมลิขิต กระราชเพรช เด็กหนุ่มอายุ 18 ปีจากจ.อุดรธานี พิการร่างกายแคระแกร็นมาตั้งแต่กำเนิด ได้เข้าศึกษาที่โรงเรียอาชีวะพระมหาไถ่พัทยา หลักสูตรด้านสื่อสารมวลชนและการผลิตรายการ เป็นช่างภาพและช่างตัดต่อ ทำให้เขามีความภาคภูมิใจที่มีโอกาสทำให้สังคมได้รับรู้ว่า คนพิการอย่างพวกเขาก็มีศักยภาพในการผลิตสื่อได้ไม่แพ้สื่อมวลชนมืออาชีพ

เช่นเดียวกับ ต้อง หรือวิษณุ บุญเปรม ผู้ดำเนินรายการหลักของรายการที่สูญเสียขาทั้งสองข้างด้วยอุบัติเหตุทางด้านรถยนต์ แต่ไม่ยอมให้ความพิการเป็นอุปสรรคปิดกั้นในการเรียนรู้และการออกไปเผชิญโลกภายนอกของตัวเอง บอกว่ารูปแบบรายการจะเน้น สิทธิ การศึกษา การประกอบอาชีพ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้พิการ ในมุมมองผู้พิการ ทำให้เห็นว่าผู้พิการได้รับการอำนวยความสะดวกจากการบริการของรัฐได้จริงหรือไม่เช่นเรื่องใบขับขี่ เป็นต้น

ความพิการหาได้เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตพวกเขาไม่ ตรงข้ามกลับเป็นแรงขับให้พวกเขามีชีวิตต่อไปในภายภาคหน้าอย่างมีศักดิ์ศรี และไม่เป็นภาระของสังคม อย่างเช่น "นุ้ย" ธนารี ฟุ้งภิญโญภาพ อายุ 29 ปี บัณฑิตพิการแขน-ขา  ที่ใช้เวลาเรียนที่นิเทศศาสตร์ มสธ.เพียง 3 ปีครึ่ง ด้วยเกรดเฉลี่ย 2.43

 นุ้ย เกิดมาไม่มีนิ้วมือนิ้วเท้าทั้ง 2 ข้าง ทำให้แม่และครอบครัวแม่รังเกียจ กลัวว่าจะเป็นภาระจึงทิ้งไป เหลือเพียงพ่อที่ที่เปิดร้านไดนาโมยืนยันที่จะเลี้ยงเธอไว้ แม้ครอบครัวจะไม่เห็นด้วย โดยจ้างพี่เลี้ยงมาคอยดูแล ต่อมาพ่อแต่งงานใหม่ มีลูกชายอีก 2 คน แต่พ่อดูแลอย่างดี ไม่อายเวลาพานุ้ยไปเที่ยวข้างนอก

 พ่อจ้างครูมาสอนหนังสือ จนอ่านออก-เขียนได้ นุ้ยช่วยพ่อรับโทรศัพท์ลูกค้า และจดบันทึกไว้เวลาพ่อไม่อยู่ อายุ 19 ปี ไปเรียนที่ กศน.เขตราษฎร์บูรณะ เรียน 3 ปีจบม.6 ปี 2543 พ่อเสียชีวิต นุ้ยตัดสินออกจากบ้านพร้อมกับพี่เลี้ยงชื่อติ๋มที่เปรียบเสมือนแม่ เพราะไม่อยากเป็นภาระให้แม่เลี้ยง กระทั่งมาเจอครอบครัว รัชตะชัยอนันต์ เพื่อนเก่าของพ่อ รับเธอกับแม่ติ๋มไปอยู่ด้วย ส่งเสริมให้เรียนอาชีวพระมหาไถ่ พัทยา นุ้ยเรียนคอมพิวเตอร์และการจัดการธุรกิจ ภาคภาษาอังกฤษ ใช้เวลา 2 ปี เรียนจบมีนาคม 2545

 ก่อนเรียนจบ 2 เดือนนุ้ยทำงานเป็นพนักงานขายทางโทรศัพท์และดูแลเรื่องงานโฆษณาที่บริษัทโพสต์เวย์ จากนั้นจึงเรียนต่อระดับปริญญาตรี ที่มสธ. หลังทำงานได้เพียง 1 ปี 11 เดือน บริษัทปิดตัว นุ้ยตกงานอยู่นานถึง 1 ปีครึ่ง ก่อนกลับไปทำงานที่ศูนย์คณะพระมหาไถ่ พัทยา ในตำแหน่งรับจองห้องพักเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

เช่นเดียวกับ "ต้อม" ชัยภักดิ์ วิจิตรจรรยา อายุ 30 ปี ผู้พิการสายตา ที่ถือคติการดำเนินชีวิตว่า จะต้องไม่เป็นภาระผู้อื่น ทำงานเลี้ยงตัวเองได้ และเมื่อมีมากเพียงพอก็ต้องแทนบุญคุณแผ่นดินและบุพการี ต้อมเรียนจบม.ปลายจากร.ร.ชิโนรสวิทยา ปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง ทำงานครั้งแรกในตำแหน่งเซลล์ที่บริษัทเปอร์เฟคเวอร์ก ได้ประมาณ 1 ปี ก็ลาออกไปทำงานเป็นอัตราจ้างที่ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา ได้เงินเดือนพอเลี้ยงตัวเองได้ แต่ไม่สามารถแบ่งปันให้ผู้ให้กำเนิด "วิชิต-พรทิพย์" ได้ ต้อมจึงมองหางานที่ได้ค่าตอบแทนที่มากพอ ไปพร้อมๆ กับการเรียนต่อปริญญาโท ด้านบริหารการจัดการ ที่ม.รามคำแหง ปัจจุบัน เขาเป็นนักธุรกิจแอมเวย์ มีรายได้ต่อเดือน 1-2 หมื่นบาท พร้อมกับได้ปริญญามหาบัณฑิตด้านบริหารมาครอง

"รายได้ตอนนี้ถือว่ายังไม่มาก ต้องขยันทำงานอีก เพราะต้อมตั้งใจว่าวันหนึ่งที่มีรายได้มากพอ และมีโอกาส จะต้องตอบแทนบุญคุณของแผ่นดิน และพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด และต้อมเชื่อเสมอว่าความพิการของเราไม่ใช่อุปสรรคต่อการใช้ชีวิต อยากให้คนพิการทุกคนมองโลกในแง่บวกใช้ความด้อยโอกาสของเราเป็นแรงขับให้เรามีชีวิตอยู่ต่อและพยายามขวนขวายให้เกิดความก้าวหน้าในชีวิตให้ได้" ต้องกล่าว
จะเป็นการดีไม่น้อยหากในอนาคตรัฐบาลจะมีการกำหนดกรอบอาชีพที่คนพิการสามารถทำได้ และกันไว้ให้คนพิการ เพราะบางอาชีพคนพิการอาจจะทำได้ดีกว่าคนปกติด้วยซ้ำไป ที่สำคัญพวกเขากำลังรอ “โอกาส” ที่จะได้ใช้ศักยภาพของตนเองในสังคมเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า ความพิการของร่างกายไม่ได้เป็นสิ่งปิดกั้นศักยภาพในการประกอบอาชีพขอเพียงแค่เขาเหล่านี้ได้รับโอกาสและการเปิดพื้นที่ทางสังคม

     0 หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ 0