
สั่งกศน.ดึงเด็ก5จ.ภาคใต้เรียนภาคบังคับ
"จุรินทร์" มอบ กศน.ทำแผนดึงเด็กใน พื้นที่ 5 จ.ภาคใต้มาเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับ พร้อมจัดส่งครูไปช่วยเหลือร.ร.เอกชนสอนศาสนาอิสลาม ร.ร.เอกชนสอนศาสนา ร.ร.ปอเนาะ รวมทั้งให้ตั้ง สช.ระดับจังหวัดและสช.ระดับอำเภอด้วย
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงผลการประชุมผู้บริหาร 5 องค์กรหลักของ ศธ. ว่า ที่ประชุมได้มีการหารือร่วมกันถึงแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยที่ประชุมได้มอบสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ไปเป็นผู้สำรวจและทำแผนการช่วยเหลือเด็กในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่ามีเด็กจำนวนเท่าไรที่ไม่จบการศึกษาภาคบังคับ และมีแผนดำเนินการว่าแต่ละปีจะมีจำนวนเด็กจบจำนวนเท่าไร เบื้องต้นเด็กที่ไม่จบการศึกษาภาคบังคับแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เรียนในโรงเรียนสอนศาสนา และกลุ่มที่ไม่ได้เรียนในโรงเรียนสอนศาสนา ซึ่งส่วนใหญ่จบการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ดังนั้นจึงมอบให้ กศน.เป็นผู้เข้าไปให้การอบรมเพื่อให้เด็กจบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้
“สำหรับเด็กที่เข้าร่วมโครงการทำดีมีอาชีพ เขามีการฝึกอาชีพอยู่แล้วหาก กศน.รับมาฝึกอบรมให้ความรู้ต่อจนจบนำวิชาความรู้ที่เด็กมีมาเปรียบเทียบปรับให้เข้ากับการเรียนการสอนได้ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้เด็กไม่ต้องใช้เวลาเรียนนาน เพราะฉะนั้น กศน.จะต้องไปสำรวจและคิดแผนดำเนินการและกลับมารายงานที่ประชุมภายใน 2 สัปดาห์”นายจุรินทร์ กล่าว
นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีมติให้จัดส่งครูอาสาเพื่อไปช่วยในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามทุกโรง ๆ ละ 2 คน โรงเรียนสอนศาสนาทุกโรง ๆ ละ 1 คน รวมถึงโรงเรียนปอเนาะ ให้จัดครูอาสาสอนวิชาสามัญไปช่วยทุกโรง ๆ ละ 1 คนด้วย รวมทั้งมีมติให้ตั้งสำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชนระดับจังหวัด ใน 5 จังหวัด ได้แก่ ปัตตานี นราธิวาส ยะลา สงขลา และสตูล และสำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชนระดับอำเภอ ใน 3 จังหวัด ได้แก่ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส พร้อมกันนี้ให้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นโดยระดับจังหวัดให้ผู้ว่าราชการเป็นประธานคณะอนุกรรมการ ส่วนระดับอำเภอให้นายอำเภอเป็นประธานคณะอนุกรรมการ
“ในส่วนของการตั้ง สช.จังหวัด และ สช.อำเภอนั้น เรื่องของบุคลากรในระยะแรกอาจจะต้องมีการเกลี่ยบุคลากรจากสำนักงานเขตพื้นที่ไปช่วยบางส่วนก่อน ขณะเดียวกันก็ต้องมีการรับเพิ่มเติมใหม่ แต่จะเป็นอย่างไรนั้นขอให้เป็นหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องไปศึกษาและดำเนินการ”รมว.ศธ. กล่าว



