ไลฟ์สไตล์

เสียงสะท้อนจากผู้ปลูกลิ้นจี่แล้งกระหน่ำ-รัฐเมินแก้ปัญหา

เสียงสะท้อนจากผู้ปลูกลิ้นจี่แล้งกระหน่ำ-รัฐเมินแก้ปัญหา

05 เม.ย. 2553

แม้ก่อนหน้านี้ ข้อมูลการคาดการณ์จากกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์ถึงสถานการณ์ลิ้นจี่ในปี 2553 จะมีผลผลิตทั้งประเทศประมาณ 74,328 ต้น โดยเฉพาะในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือ จะมีผลผลิตรวมประมาณ 62,366 ตัน

 คือ เชียงใหม่ 26,752 ตัน เชียงราย 15,839 ตัน พะเยา 12,236 ตัน และน่าน 7,539 ตัน ลดลงจากปี 2552 ลดลงจากปี 2552 ทั่วประเทศร้อยละ10.24 และภาคเหนือลดร้อยละ 11.22 ก็ตาม แต่ภาคเกษตรกรคาดการว่า ผลผลิตลิ้นจี่ในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบน จะออกสู่ตลาดไม่น่าจะเกิน 1.6 หมื่นตัน โดยเฉพาะลิ้นจี่พันธุ์ยอดนิยม "จักรพรรดิ" อาจจะไม่มีป้อนเข้าสู่ตลาด เนื่องจากปีนี้ประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรงกว่าทุกปี ผลที่ตามมาจะกระทบลูกโซ่ถึงภาคอุตสาหกรรมแปรรูป และการส่งออกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 นายอดุลชัย อินต๊ะขาว ประธานสหกรณ์ผู้ปลูกลิ้นจี่จังหวัดเชียงใหม่ จำกัด กล่าวว่า ในแต่ละปีผลผลิตลิ้นจี่ตัวทำเงินเข้าประเทศไม่น้อยกว่าปีละ 5,000 ล้านบาท แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเริ่มลดลง อย่างตัวเลขล่าสุดปี 2552 มีเพียง 1,300 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความถดถอยของการพัฒนาตลาดลิ้นจี่อย่างเห็นได้ชัด ส่วนหนึ่งเกิดจากรัฐบาลไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหา และปล่อยให้พ่อค้าคนกลางเข้ามามีบทบาทจนเกิดการซื้อขายไม่เป็นธรรม

 นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยมาจากภัยธรรมชาติโดยเฉพาะภัยแล้ง ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่ในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือ ต้องเผชิญภาวะความเสี่ยงต่อการขาดทุนสูง ประเมินได้จากช่วงของการแทงช่อ ที่เจอสภาพอากาศแปรปรวนอย่างหนัก และสภาพอากาศหนาวมีระยะสั้น ทำให้การแทงช่อดอกลิ้นจี่มีน้อยมาก คาดว่าปีนี้จะมีผลผลิตป้อนตลาดน้อยกว่าปีที่ผ่านมา 35-40%

 ส่วนตัวเลขในปีนี้ ล่าสุดคาดว่าผลผลิตลิ้นจี่ของ จ.เชียงใหม่ จะออกสู่ตลาดเพียง 7,000 ตันจากปีก่อน 1.9 หมื่นตัน เชียงราย 3,000 ตัน จากปีก่อน 8,000 ตัน ขณะที่พะเยา จะมีเพียง 4,000 ตัน จากปีก่อน 8,000 ตัน และที่พื้นที่ จ.น่าน คาดว่าจะมีผลผลิตลิ้นจี่ออกสู่ตลาดน้อยกว่าทุกจังหวัด คือเพียงแค่ 2,000 ตันเท่านั้น

 "ผลผลิตที่เราคาดว่าจะมีจำนวนน้อยลง ไม่ได้ทำให้ราคาสูงขึ้นนะครับ ในทางตรงกันข้ามกลับจะมีราคาลดลง เพราะเป็นผลผลิตที่ไม่ค่อยมีคุณภาพ อันเกิดจากภัยแล้ง และแมลง ซึ่งราคาที่ชัดเจนนั้น หลังเดือนเมษายน 2553 จะประเมินได้ชัดเจนอีกครั้ง แต่คาดว่าราคาที่พ่อค้าคนกลางจะนำเข้าไปขายในท้องตลาดต้องเริ่มต้นที่กิโลกรัมละ 35 บาท ขณะที่เกษตรกรถูกกดราคา" นายอดุลชัย กล่าว

 สำหรับปีนี้ อดุลชัย ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่ลิ้นจี่บางสายพันธุ์ที่ต้องการสภาพอากาศหนาวเย็น จะมีผลผลิตน้อยลง หรืออาจจะไม่มีเลย เช่น พันธุ์จักรพรรดิ อาจจะมีแค่ร้อยละ 15% ของผลผลิตที่จะออกสู่ตลาด ซึ่งปัญหาดังกล่าว สหกรณ์อยากให้ภาครัฐเข้ามาแก้ไขปัญหาให้ถูกจุด เพราะแม้ว่าจะมีมาตรการต่างๆ ออกมารองรับแต่ก็ไม่ได้แก้ไขปัญหาให้เกษตรกรอย่างแท้จริง แต่เป็นสร้างประโยชน์ให้พ่อค้าคนกลางมากกว่า เพราะภาครัฐไม่ได้รับฟังข้อเรียกร้องของเกษตรกรเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คือภาครัฐควรจะเข้ามาชดเชยให้เกษตรกรไร่ละ 3,000 บาท ไม่เกินรายละ 10 ไร่ จึงจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ระดับหนึ่ง

 ด้านนายสัมพันธ์ กันธิพันธ์ ประธานกรรมการสหกรณ์ผู้ปลูกลิ้นจี่แม่ใจ จำกัด กล่าวว่า ปีนี้ผลผลิตลิ้นจี่ใน จ.พะเยา จะเหลือแค่ 3,800 ตันเท่านั้น เกษตรกรต้องประสบปัญหาแแน่นอน เพราะต้องเผชิญปัญหาทุจริตเชิงนโยบายเหมือนทุกปี ที่สำคัญมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลกำหนดออกมานั้น ไม่ได้เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างแท้จริง แต่กลับเป็นการสนับสนุนให้พ่อค้าคนกลางที่เข้ามากดราคา อย่างปีที่ผ่านมาซื้อจากเกษตรกรกิโลกรัมละ10 บาท แต่นำไปขายในท้องตลาด กิโลกรัมละ 25 บาทขึ้นไป ปีนี้ต้นทุนของเกษตรกรอยู่ที่กิโลกรัมละ 20 บาท ดังนั้นราคาขายต้องไม่ต่ำกว่านี้ ที่สำคัญและรัฐบาลควรจะเข้ามาแทรกแซงราคา หรือกระจายสินค้าให้ทั่วประเทศอย่างแท้จริง ไม่ใช่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะต้องการนำผลผลิตเพื่อส่งออกที่มีราคาสูง แต่ซื้อจากชาวสวนในราคาที่ต่ำ

  นี่เป็นเสียงสะท้องจากเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่ส่วนหนึ่ง ที่อ้อนวอนให้ภาครัฐช่วยให้ถูกจุด เพราะที่ผ่านมาเป็นการช่วยเหลือพ่อค้าคนกลางมาก ตรงนี้รัฐบาลควรพิจารณารูปแบบการช่วยใหม่ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป  

รัฐใช้ 4 มาตรการรับมือลิ้นจี่

 นายอนันต์ ลิลา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงสถานการณ์ลิ้นจี่ปี 2553 ว่าจะมีผลผลิตทั้งหมด 74,328 ตัน ลดลงจากปี 2552 ร้อยละ 10.24 เฉพาะในส่วนพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือจะมีผลผลิตรวมราว 62,366 ตัน คือ จ.เชียงใหม่ 26,752 ตัน เชียงราย 15,839 ตัน พะเยา 12,236 ตัน และน่าน 7,539 ตัน เพื่อเป็นการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกร ที่ผลผลิตลิ้นจี่ล้นตลาด ราคาตกต่ำ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดเป้าหมายการบริหารจัดการลิ้นจี่จากแหล่งผลิตใหญ่ 4 จังหวัดภาคเหนือ ช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน จำนวน 21,300 ตัน โดยกำหนดแผนดำเนินการ 4 มาตรการ คือ

 1.เร่งรัดกระจายผลผลิตภายในประเทศ เป้าหมาย 2 หมื่นตัน โดยการสนับสุนนเงินทุนดอกเบี้ยร้อยละ 1 จำนวน 7.5 ล้านบาท ให้สถาบันเกษตร (กลุ่มเกษตรกร/สหกรณ์) วิสาหกิจชุมชน ในการจัดซื้อลิ้นจี่ เพื่อเร่งระบายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต จำนวน 2,250 ตัน สนับสนุนงบจ่ายขาด 40 ล้านบาท ชดเชยค่าขนส่งและค่าบริหารจัดการ กิโลกรัมละ 2 บาท ให้แก่สถาบันเกษตรกร เพื่อกระจายผลผลิตสู่ตลาดปลายทาง 2 หมื่นตัน

  2.ส่งเสริมการแปรรูป เป้าหมาย 600 ตัน โดยสนับสนุนแหล่งเงินกู้จากสถาบันการเงิน (ธ.ก.ส., กรุงไทย, เอสเอ็มอี) วงเงิน 6 ล้านบาท ให้สถาบันเกษตรกร โดยชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี เป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อแปรรูปอบแห้งลิ้นจี่ 600 ตัน 3.มาตรการพัฒนาคุณภาพ เป้าหมาย 600 ตัน สนับสนุนเงินจ่ายขาดจำนวน 1.98 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับจัดทำบรรจุภัณฑ์ให้แก่สถาบันเกษตรกร และ4.ส่งเสริมตลาดภายในประเทศ เป้าหมาย 100 ตัน สนับสนุนการจัดงานเทศกาลรณรงค์การบริโภคและจำหน่ายลิ้นจี่ในแหล่งผลิต ใช้งบดำเนินการทั้งสิ้น 56.954 ล้านบาท

สกาวรัตน์ ศิริมา