
ฝรั่งมองไทย(2)
บนเวทีสัมมนาในงานมหกรรมคืนชีวิตให้แผ่นดินในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง ซึ่งปีนี้ได้กำหนดสาระสำคัญของงานคือ หยุดวิกฤติวันสิ้นโลก 2012 โดยการแสดงแนวคิด และวิธีปฏิบัติต่างๆ ที่จะเป็นการหยุดวิกฤติ โดยใช้ปี 2012 เป็นสัญลักษณ์ แห่ง
ดร.แกวิน เห็นอย่างไรกับความพยายามในการแก้ปัญหาโลกร้อนของนานาชาติโดยเฉพาะการประชุมที่โคเปนเฮเกน ดร.แกวิน เห็นว่ามนุษย์ในยุคนี้ถูกทำให้อยู่กับสิ่งเสพติดมานาน โดยเฉพาะ “น้ำมัน” มายาวนานเกือบศตวรรษ จน “น้ำมัน” กลายเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจมนุษย์ไปเสียแล้ว คงไม่ยากที่จะเข้าใจ เพราะหลายคนที่ใช้รถยนต์ส่วนตัวจนเคยชินคงรู้ว่า การไม่มีรถยนต์ส่วนตัวขับก็คงเป็นเรื่อง “ปางตาย” เหมือนอาการลงแดงยาเสพติดยังไงยังงั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ โลกทั้งโลกจึงต้อง “เลิกเสพติด” น้ำมันให้ได้ก่อน แต่ปัญหาคงไม่จบแค่นั้น แม้คนจำนวนมากพร้อมจะเลิกเสพติดน้ำมัน แต่ธุรกิจน้ำมันที่มีขนาดมหึมา มีผลประโยชน์มหาศาลตรงหน้า คงไม่มีทางยอมให้คนเลิกเสพติดน้ำมันได้ง่ายๆ เพราะนั่นหมายถึงผลกำไรมหึมาที่ต้องสูญเสียไป อีกทั้งประเทศที่กำลังพัฒนาไปสู่ความเจริญด้านวัตถุเช่น จีน และอินเดีย ที่ยังต้องใช้พลังงานฟอสซิลจำนวนมากก็คงไม่ยอมง่ายๆ
การเจรจาที่ยังตกลงกันไม่ได้ที่โคเปนเฮเกนจึงเป็นตัวสะท้อนความขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ระยะสั้นกับความอยู่รอดของโลกใบนี้ นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากผิดหวังกับผู้นำโลกรวมทั้ง ดร.แกวินด้วย ซึ่งต่างก็สรุปตรงกันว่า “ขึ้นชื่อว่านักการเมือง ไม่ว่าจะพูดภาษาอะไร ผิวสีอะไร ต่างก็คำนึงถึงผลประโยชน์ระยะสั้นของตนเองเท่านั้น การพูดถึงปัญหาและการแก้ปัญหาของประเทศ และของโลก จึงเป็นแค่ “วาทกรรม” ของนักการเมืองเท่านั้น” พวกเราเครือข่ายชาวบ้านได้ข้อสรุปนี้มานานแล้ว แถมมีชื่อเรียกเก๋ๆ ให้พวกนักการเมืองเหล่านี้ว่า พวก NATO (no action talk only)
แล้วนักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ที่รับรู้ปัญหาดี พวกเขาแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง ต่อคำถามนี้ ดร.แกวินให้ได้ทัศนะที่น่าสนใจว่า นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการส่วนใหญ่นั้นทำงานให้ห้องสี่เหลี่ยม ติดแอร์ มีเครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์ที่ทันสมัย นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่จึงเพียงทำหน้าที่ “รับรู้ข้อมูล” ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่ก็มีลักษณะ “แยกส่วน” ทำให้การมองและวิเคราะห์ปัญหา “ไม่รอบด้าน” เพราะวิทยาศาสตร์ตะวันตกได้อยู่กับการมองแบบ “แยกส่วน” มานาน
ตัวอย่างวิทยาศาสตร์กายภาพของโลกก็แยกเป็นภูมิศาสตร์ ธรณีวิทยา พฤกษศาสตร์ กีตวิทยา สมุทรศาสตร์ ฯลฯ แท้จริงวิทยาศาสตร์กายภาพเหล่านี้ก็เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวแยกกันไม่ออก นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากจึง “ติดกับดัก” ความคิดของตนเอง หาทางออกของปัญหาไม่เจอ หรือถึงแม้จะรู้ต้นตอของปัญหา โดยเฉพาะในกรณีของ Climate Change แต่นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากก็เชื่อว่าตนมี “หน้าที่เสนอปัญหา แต่ไม่มีหน้าที่แก้ปัญหา” จึงไม่ผิดที่จะสรุปว่า นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากของตะวันตก รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์บ้านเราก็เป็นพวก NATO เช่นกัน ดร.แกวิน ยิ้ม พยักหน้าแบบว่า “คอนเฟิร์ม”
"อาจารย์ยักษ์ มหาลัยคอกหมู "



