ไลฟ์สไตล์

ศิลปะ&ธรรมชาติมีนัดกันที่ "ออสโล"
โดยกาญจนา หงษ์ทอง

ศิลปะ&ธรรมชาติมีนัดกันที่ "ออสโล" โดยกาญจนา หงษ์ทอง

03 เม.ย. 2553

ดินฟ้าอากาศปลายฤดูใบไม้ผลิของยุโรป ปรวนแปรเอาแน่เอานอนไม่ได้ แดดสาดอยู่ดีๆ ประเดี๋ยวเดียวเมฆหมอกก็พร้อมจะปรากฏตัว ขอสัมปทานพื้นที่บนท้องฟ้า ฤดูนี้ของยุโรปจึงคล้ายอารมณ์ของหญิงวัยทอง พร้อมจะวูบวาบ วี้ดเหวี่ยงได้ตลอดเวลา

ยิ่งเป็นยุโรปเหนือด้วยแล้ว อากาศยิ่งเหมือนหญิงวัยทองแท้ แดดหุบสลับเมฆทึบชั่วระยะกระพริบตาปรอยฝนก็แสดงตัว เป็นแบบนี้อยู่ตลอดทั้งวัน

 บนรถไฟ (สอบถามที่ดีทแฮล์มฯ 02-6607067-9 ,คลิก www.raileurope.fr) ที่ฉันนั่งจากสต็อกโฮล์ม (Stockholm) นครหลวงของสวีเดน (Sweden) เพื่อไปหาเมืองหลวงของนอร์เวย์ (Norway) อย่างกรุงออสโล (Oslo) จึงเป็น 6 ชั่วโมงที่ผจญกับอากาศคุ้มดีคุ้มร้ายของปลายฤดูใบไม้ผลิไปตลอดทาง

 แต่เพราะรถไฟมาตรฐานยุโรปดีได้ดั่งใจ เลยนั่งอย่างสบายใจ ไต่รางเหล็กไปจนถึงกรุงออสโลโดยไม่เกิดอาการคุ้มดีคุ้มร้ายตามอากาศ 

 แต่ออสโลก็อวดความฮ็อตให้อาคันตุกะจากขวานทองฝ่ออยู่นานสองนาน เพราะความที่ไม่ได้จับจองเรือนพักไปล่วงหน้า ผลลัพธ์ก็คือต้องเดินกระเตงเป้ไปเกือบทั่วออสโล เพราะเตียงเต็มแทบทุกที่ 

 แม่เจ้า..นี่แค่เดือนเม.ย.นะ ถ้าเป็นช่วงฤดูท่องเที่ยวอย่างกรกฎาคมไปจนถึงสิงหาคมไม่ต้องไปนอนแถวริมจัตุรัสกันหรือนี่ แต่เมื่อไหร่ที่เข้าตาจน เดินเข้าไปหาเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวประจำเมือง รับรองไม่ผิดหวัง เขามองลอดแว่นสแกนดูสารรูปแล้วยกหูหาเรือนพักที่เหมาะกับฐานะ ปร๊าดเดียวก็เจอเรือนพักรังหนูที่ยังพอเหลือเตียงว่างๆ ให้เข้าไปเอนหลัง

 ออสโลในฤดูใบไม้ผลิยังแพงเข้าเส้น สงสัยใครมาฤดูแพงของยุโรป คงแพงกันชนิดจิตเสียกันไปข้าง ขนาดเป็นห้องรวมแบบ 6 เตียง ยังเตียงเกือบ 3 พันกว่าบาท ฟังแล้วแทบอยากจะอพยพตัวเองไปนอนสิงสถิตอยู่กับพวกคนไร้บ้าน “จะแพงไปไหนเนี่ยออสโล” ได้แต่รำพึงในใจ เรียกว่าเป็นการทุบสถิติ ค่านอนที่แพงที่สุดของการแรมทางไปยุโรป และดูเหมือนว่าตั้งแต่ตัดสายสะดือให้การท่องโลก นี่คือเตียงนอนที่แพงที่สุดด้วย

 ออสโลเล่นซะฉันเกือบบ้า ค่าทำความรู้จักกับออสโลแพงชนิดที่แทบไม่อยากรู้จักด้วย  แต่จะถอนตัวก็ไม่ได้ มาซะจนถึงสุดทางของยุโรปเหนือแล้ว  ไหนๆก็ไหนๆ เลยเดินตัวลีบออกไปสำรวจนครหลวงแห่งนอร์เวย์อย่างไม่ไว้เนื้อเชื่อใจออสโลเท่าไหร่  ยังไม่รู้ว่าจะมีอะไรแพงบาดจิตรออยู่ข้างหน้าอีกหรือเปล่า

 แล้วความสวยของออสโล ก็ทำให้ลืมเรื่องราคาค่างวดที่แพงวายร้ายไปสนิทใจ 
 ความที่เป็นเมืองใกล้น้ำ ใกล้ธรรมชาติ และสนิทชิดเชื้อกับศิลปะเป็นอย่างดีรวมถึงเป็นที่ยอมรับกันว่า เป็นเมืองหลวงที่สำคัญในด้านวัฒนธรรมของยุโรป นครหลวงของนอร์เวย์แห่งนี้ จึงเป็นอีกเมืองดาวเด่นของประเทศในแถบสแกนดิเนเวียที่นักท่องโลกพากันมุ่งหน้าไปหา แค่คาเฟ่บนถนนสายหลักประจำเมือง ก็พอจะเป็นพยานหลักฐานชั้นดีได้

 ยิ่งเป็นแดดบ่าย ในวันที่อากาศกึ่งหนาวกึ่งร้อน ผู้คนยิ่งอยากออกมานั่งผึ่งกันจนแน่นไปหมด  ราวกับว่า พวกเขาออกมานั่งรอคอยฤดูร้อนที่ใกล้เดินทางมาถึง 

 เมืองที่มากมายไปด้วยสถาปัตยกรรมอันน่ามอง ศิลปะซ่อนตัวอยู่ทุกหย่อมหญ้า และมีธรรมชาติแทรกตัวอยู่เต็มเมือง ทั้งต้นไม้และทะเลสาบคือสมบัติของออสโลมีอยู่เยอะ เมื่อบวกกับอัทยาศัยไมตรีที่ดีเลิศของผู้คน  จึงไม่แปลกที่ออสโลจะเป็นเมืองอากาศดีสุนทรีย์มั่งคั่ง ที่ผู้คนจากทั่วโลกพากันดั้นด้นมาหา

 เอาเข้าจริงๆแล้วออสโลเป็นเมืองเที่ยวง่าย เพราะเป็นเมืองหลวงที่ไม่ได้มีไซส์ใหญ่ประเภทที่เที่ยวหลายวันก็ยังไม่ทั่ว แต่เดินเท้าเที่ยวออสโลเผลอๆแค่วันเดียวก็เที่ยวทั่วแล้ว แต่ถ้าละเมียดละไมเที่ยว ประเภทที่ว่าเดินเข้าพิพิธภัณฑ์โน้นออกพิพิธภัณฑ์นี้  2-3 วันก็น่าจะทั่ว นี่ถ้าค่าครองชีพในออสโลถูกเหมือนอินเดีย ฉันจะเนิบนาบเที่ยวอยู่กับออสโลเป็นอาทิตย์ไปเลย  

 การท่องเที่ยวออสโลแบ่งโซนท่องเที่ยวออกเป็นหลายโซน ง่ายสุดก็เริ่มจากทอดน่องบนถนนคนเดินที่ชื่อคาร์ล โยฮันส์ เกท (Karl Johans Gate) ถนนสายช็อปปิ้งที่อยู่ใจกลางเมือง
ถึงหน้าตาจะคล้ายกับถนนหนทางตามหัวเมืองต่างๆในยุโรป แต่ระหว่างทางก็สร้างความเพลิดเพลินเจริญตาให้ฉันอยู่ไม่น้อย เพราะมีทั้งโบสถ์ และพระราชวัง (Royal Palace)ที่มีการออกแบบอย่างยิ่งใหญ่หรูหรา

 ครึ่งหนึ่งในความมีชีวิตชีวาของออสโล อยู่บนถนนสายนี้ อีกครึ่งหนึ่งอยู่แถวท่าเรือ ย่านที่เรียกว่าเอเคอร์ บรูค (Aker Brygge)

 หากอยากรู้ว่า ศิลปะและธรรมชาติมีนัดกันที่ไหน จงไปออสโล แล้วคุณจะเห็นศิลปะนั่งสนทนากับธรรมชาติอย่างออกรส