
ปฏิรูปการศึกษารอบสองเน้น4ใหม่-ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม
คลื่นมหาชนเข้าร่วมงาน "สมัชชาขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง กันคับคั่ง นับเป็นประวัติการณ์ที่ต้องจดบันทึก เพราะนี่คือการรวมพลังครั้งสำคัญ ซึ่ง 5 องค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และองค์กรในกำกับร่วมกันจัดขึ้นเมื่อวันที่ 6-7 มีนาคม ณ ศูนย
งานนี้มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 เป็นผู้นำชูธงขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา พร้อมด้วย นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารทั้ง 5 องค์กรหลัก นายนิวัตร นาคะเวช รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้นำองค์กรทางศาสนา องค์กรจากรัฐและภาคเอกชน ท้องถิ่นสถานศึกษา ครูอาจารย์ นักเรียน นักศึกษา ประชาชน พ่อแม่ผู้ปกครองและสื่อมวลชน นับหมื่นคนเข้าร่วมงาน
เวทีแห่งนี้เปิดรับฟังความคิดเห็น และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 26 เรื่อง อาทิ การพัฒนาครูทั้งระบบการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง, ระบบคุณวุฒิวิชาชีพ: มิติการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์, เด็กไทยคิดเป็น คิดดี คิดอย่างไร, การศึกษา เพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน, โทรทัศน์ครู เป็นต้น
นิทรรศการอีก 3 เรื่องใหญ่ๆ ได้แก่ พระบารมีปกเกล้า เป็นพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่เกี่ยวกับการศึกษา นิทรรศการ เรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ, โรงเรียนดีประจำตำบล เล่าประสบการณ์ดีๆ เป็นกรณีศึกษา อาทิ นครปฐมโมเดล, โรงเรียนวิถีพุทธ นิทรรศการ ปีนี้และปีต่อไป เล่าเรื่องที่เป็นรูปธรรมซึ่งเป็นนโยบายการปฏิรูปการศึกษาของรัฐบาลและศธ.ในหลายประเด็น
ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ ปาฐกถาตอนหนึ่งว่า หัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ต้องเป็นประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชน และมีตัวชี้วัดชัดเจน โดยเฉพาะตัวชี้วัดเกี่ยวกับผู้เรียนเมื่อสิ้นสุดการปฏิรูปรอบสองปีพ.ศ. 2561 แล้ว คะแนนเฉลี่ยโอเน็ตของทุกวิชาควรเกินร้อยละ 55 จากปัจจุบันทุกวิชาได้ต่ำกว่า ร้อยละ 50 ยกเว้นภาษาไทย รวมทั้งตัวเลขอัตราเข้าเรียน จำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยของคนไทย
"ที่สำคัญเป้าหมายต้องการสร้างเด็กเก่งและดี ต้องดูที่ตัวเลขเยาวชนที่ไปเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม หรือ ปรากฏการณ์ทางสังคมต่างๆ เช่น คุณแม่วัยใสลดลงหรือไม่ ตัวชี้วัดทางสังคมต้องนำมาใช้เป็นตัวชี้วัดของการปฏิรูปการศึกษาว่าประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวด้วย อีกทั้งต้องเชื่อมโยงกับภาคเศรษฐกิจ แต่ทุกวันนี้บัณฑิตจบออกมาไม่มีงานทำ ขณะที่อุตสาหกรรมเดินหน้าไม่ได้เพราะขาดแรงงานวิชาชีพ ดังนั้นต้องกำหนดจำนวนบัณฑิตที่จบแล้วมีงานทำ สัดส่วนการเรียนต่อสายสามัญและสายอาชีพ"
เหนืออื่นใด การปฏิรูปการศึกษารอบสองจะมีตัวช่วยตัวใหม่คือ สสส. ทางการศึกษา เป็นหน่วยงานอิสระเพื่อให้ภาคประชาสังคมสามารถสนับสนุนการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาได้อย่างเข้มแข็ง ดังวิสัยทัศน์ของการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ที่ว่า "คนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ” ภายใต้แนวทาง " 4 ใหม่" ประกอบด้วย
ใหม่ที่หนึ่ง คือ การพัฒนาคุณภาพคนไทยยุคใหม่ เด็กไทยและคนไทยในอนาคต เป็นคนเก่ง ดี มีความสุข ดำรงรักษาความเป็นไทยและรู้เท่าทันกับสถานการณ์ของโลก
ใหม่ที่สอง คือ การพัฒนาครูยุคใหม่ โครงการครูพันธุ์ใหม่ ด้วยกระบวนการผลิตการอบรมครูประจำการให้มีความพร้อมมากยิ่งขึ้นให้มีจิตวิญญาณแห่งความเป็นครู และเป็นวิชาชีพชั้นสูง
ใหม่ที่สาม คือ การพัฒนาสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่ โดยสถานศึกษาทุกระดับและทุกประเภทต้องได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณภาพ และพัฒนาแหล่งเรียนรู้อื่นๆ เช่น ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นต้น ให้เป็นศูนย์เรียนรู้สำหรับประชานชนทั่วไป
ใหม่ที่สี่ คือ การพัฒนาการบริหารจัดการใหม่ ที่มุ่งเน้นเรื่องการกระจายอำนาจ เพื่อที่ให้การบริหารสถานศึกษามีความคล่องตัวและเป็นอิสระมากที่สุดควบคู่ไปกับการเน้นธรรมาภิบาล
ทั้งนี้ การขับเคลื่อนแนวทาง 4 ใหม่ให้สำเร็จเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมาย 3 ประการ คือ การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและเรียนรู้ และการส่งเสริมและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการจัดการศึกษา ภายใต้ความรับผิดชอบของคณะกรรมการ 2 ชุด คือ คณะกรรมการนโยบายปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (กนป.) มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา (กขป.) มีรมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน
ผมย้ำในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่าการปฏิรูปต้องมีจุดสิ้นสุด หากไม่จบสิ้นนั่นคือ ความล้มเหลว เพราะฉะนั้น เราต้องมารับผิดชอบภารกิจใหญ่หลวงนี้ร่วมกัน หากการปฏิรูปบังคับให้เปลี่ยนแปลงตัวเอง กระทบผลประโยชน์ของตัวเอง ก็ต้องเสียสละ เพราะคงไม่มีโอกาสปฏิรูปรอบ 3 หรือ 4 อีก" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
และเมื่อวันที่ 7 มีนาคม นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานในพิธีปิดได้สร้างความมั่นใจให้ผู้เข้าร่วมสมัชชาถึงสิ่งที่ต้องการดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองสัมฤทธิผลโดยเร็วใน 3 เรื่องด้วยกัน ได้แก่ การเร่งจัดทำเรื่องเป้าหมายตัวชี้วัดให้เกิดความชัดเจน การสร้างขวัญและกำลังใจของครูและบุคลากรทางการศึกษา และการจัดทำแผนการปฏิบัติการทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อเป็นกรอบการปฏิบัติงานของทั้ง 5 องค์กรหลัก
“ทุกคนต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปงค่านิยมบางอย่าง เพื่อพัฒนาลูกหลานของเราให้ไปสู่พลเมืองยุคใหม่อย่างแท้จริง เพื่อให้ลูกหลานไทยมีความเก่ง ดี มีคุณธรรม เท่าทันโลกและสามารถแข่งขันกับต่างประเทศ เพราะการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ เป็นภารกิจศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความอยู่รอดของเมืองไทย และลูกหลานไทย
การทำงานเรื่องนี้ต้องไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ท้อถ้อยแม้มีอุปสรรค เราจะร่วมกันสร้างคนไทยที่มีคุณภาพ ด้วยสมอง สองมือ และด้วยหัวใจที่มุ่งมั่นของพวกเราทุกคน ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมมือกัน ไม่แบ่งแยกในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา ทั้งองค์กรบริหารภาครัฐ ครอบครัว พ่อแม่ ผู้ปกครอง นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ ผู้บริหารและประชาชนทุกคน" นายชินวรณ์ กล่าว



