
คิดสวนทาง-Jazz Festival มะนิลาถึงบางกอก
สัญญาว่าจะเล่าเรื่องที่ไปร่วมงาน PI JAZZFEST (Philippine International Jazz Festival) ให้ฟังตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ นู่นแล้วนะครับ คอลัมน์ที่แล้วก็ติดสถานการณ์ทางการเมือง ก็ต้องขอแสดงความคิดเห็นในฐานะที่เป็นคนไทยที่รักประเทศไทยคนหนึ่ง
ถึงแม้ตอนนี้กระแสดูจะเบาบางเบาใจได้บ้าง แต่ก็ยังวางใจไม่ได้นะครับ ผมไม่ทราบว่าวันที่บทความนี้ได้ลงในหน้าหนังสือพิมพ์ วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม ที่ผ่านมา จะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้างก็ยากที่จะเดา ในขณะที่เขียนนี้ก็หวังว่าคงไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น ผมยืนยันขอเป็นกลุ่มหยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง
ผมได้รับเชิญจากคณะผู้จัดงานเทศกาลดนตรีแจ๊สนานาชาติที่จัดขึ้นที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ให้ไปร่วมงานดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 23-28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ในฐานะตัวแทนจากประเทศไทย ซึ่งก็ไม่ได้มีการคัดเลือกกันที่ไหน คุณปิ๋ว ผู้จัดงาน Bangkok Jazz Festival ของเรา เป็นคนติดต่อให้ เพียงแต่ส่งเดโมไปให้เขาฟังแล้วเขาเกิดชอบขึ้นมาก็เลยได้ไปเล่น เลยได้มีโอกาสไปเที่ยวประเทศฟิลิปปินส์เป็นครั้งแรก
เพลงที่นำไปเล่นก็เป็นเพลงในอัลบั้มชุดใหม่ของผม ที่เสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้วางจำหน่าย เป็นการนำเอาเพลงป๊อปที่ทุกคนรู้จักกันดี เช่น เพลงของ The Eagles: I Can’t Tell You Why, Tequila Sunrise หรือของ Michael Jackson : The Girl Is Mine, Billie Jean นำมาเรียบเรียงเป็นแบบแจ๊สฟังสบายๆ ถ้าเป็นแฟนเพลงของ Earl Klugh อยู่แล้วก็คงจะไม่รังเกียจทดลองฟังเพลงจากอัลบั้มใหม่ของผมบ้างนะครับ ขอโมเมประชาสัมพันธ์ไปในตัว
พอส่งเดโมไปก็ไม่ได้คิดว่าจะได้ไป ส่งๆ ไปตามหน้าที่ยังงั้นเอง พอเขาตอบตกลงมา คราวนี้เดือดร้อนแล้วละสิ เพราะยังไม่มีวงเลย ก็เลยต้องรีบตั้งวงเชิญชวนสมัครพรรคพวกนักดนตรีที่คิดว่าน่าจะคอเดียวกัน ที่สำคัญต้องมีเวลาซ้อมเพลงสิบกว่าเพลงในเวลาไม่ถึงสองเดือน ก็โชคดีที่ได้เพื่อนนักดนตรีที่มีทั้งฝีมือและความรับผิดชอบมาร่วมงาน จัดส่งเดโมไปให้ซ้อมอาทิตย์ละสองวัน วันละสามเพลง ทุกครั้งที่ซ้อมทุกคนมาตรงเวลาเป๊ะ และผมก็ต้องบริหารเวลาให้ได้งานตามกำหนดไม่ไปกินเวลาของเขา นัดเลิกกี่โมงก็ต้องทำให้ได้ตามนั้น บางวันเสร็จก่อนกำหนดก็ถือว่าเป็นกำไร ได้มีเวลาว่างได้ไปทำอะไรๆ ที่ไม่ได้วางแผนไว้บ้าง เป็นประสบการณ์การทำงานที่สนุกเพราะช่วยกันทำงานกันเป็นทีมเวิร์ก
สมาชิกที่ไปร่วมงานกันครั้งนี้มี เจี๊ยบ จิตต์จรูญ นิยมสิริ เล่นเบส เป็นที่ชื่นชอบของชาวฟิลิปปินส์ เพราะเวลาแนะนำตัว คนที่นั่นมักจะอุทานว่า “อะไรนะ!” เพราะชื่อของแกแปลว่า “หนังหมู” ในภาษาฟิลิปปินส์ เลสเตอร์ (Lester Esteban) เป็นคนฟิลิปปินส์ที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยเกือบยี่สิบปีแล้ว เล่นกลอง แกช่วยแก้ปัญหาในเรื่องภาษาให้พวกเรารอดตัวไปหลายครั้ง ซัน รัตนา วงศ์สรรเสริญ เล่นเปียโน นี่ก็เป็นแชมป์การประกวด Jazz Competition ที่คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดอยู่ถึงสามปีซ้อน ทั้งสองคนสอนอยู่ที่คณะดุริยางคศาสตร์เหมือนกัน คนสุดท้าย กีวี่ กวีวุฒิ วุฒิวิภู เล่นคีย์บอร์ด เป็นนักดนตรีที่มีแววเป็นตากล้องมืออาชีพในอนาคต
วงระดับอินเตอร์ที่มาร่วมในงานนี้ ก็มี Yellow Jackets, Brand New Heavies, Jane Monheit ส่วนที่เหลือก็เป็นลักษณะนักดนตรีอาชีพที่มีฝีมือจากประเทศต่างๆ เช่น เม็กซิโก ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย อิสราเอลที่ทำงานอยู่ในนิวยอร์ก ลูกครึ่งฟิลิปปินส์สัญชาติอเมริกัน สัญชาติอังกฤษ ถึงจะไม่โด่งดังระดับโลก แต่ก็มีฝีมือจัดๆ กันทุกวง
นอกจากนี้ก็มีนักดนตรีชาวฟิลิปปินส์เข้าไปร่วมเป็นแบ็กอัพให้แก่ศิลปินจากประเทศอื่นๆ ด้วย ซึ่งเป็นความคิดที่ดีที่ให้นักดนตรีของตัวเองไปประกบกับนักดนตรีของชาติอื่นๆ ทำให้ได้รับประสบการณ์และการดูดซับกลยุทธ์นี้ญี่ปุ่นใช้มานานแล้ว โดยกำหนดว่า วงต่างชาติที่จะเข้ามาเล่นในประเทศญี่ปุ่นต้องยอมให้นักดนตรีชาวญี่ปุ่นเข้าร่วมด้วยอย่างน้อยก็หนึ่งคน ทำให้เขาได้มีโอกาสสัมผัสการทำงานของชาวตะวันตก ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า การทำงานของเขามีระบบและไปไกลกว่าเราชาวเอเชียหลายช่วงตัว และในระหว่างคนเอเชียด้วยกัน นักดนตรีชาวฟิลิปปินส์ก็ดูมีประสบการณ์และความสามารถมากกว่า เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากสเปนและอเมริกา ในช่วงที่เข้ามาปกครองประเทศนี้
ดูท่าว่าเรื่องนี้คงจะจบลงได้ไม่ง่ายนัก ยิ่งเขียนก็มีเรื่องนู้นเรื่องนี้ผุดขึ้นมาในสมอง และก็อยากจะนำมาเล่าซะทั้งหมด นี่ยังไม่ได้เข้าไปในตัวงานเลยนะครับ กว่าจะมาถึงบางกอกก็คงต้องใช้เวลาในการเดินทางหน่อย
เอาเป็นเกริ่นว่า ตัวผมเองและก็นักดนตรีที่มีชื่อเสียงระดับรุ่นเดอะของเราหลายคน ตอนเริ่มเล่นดนตรีใหม่ๆ ก็ไปแอบดูแอบจำวิธีการเล่นของนักดนตรีฟิลิปปินส์ที่ทำงานอยู่ในเมืองไทยกันมาทั้งนั้น เรียกว่าได้รับอิทธิพลมาก็คงจะไม่ผิด แล้วผลที่ตามมามันจะเป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามในตอนต่อไป กว่าจะจบน่ากลัวจะจัดทำรวมเล่มได้...บก.คงไม่ว่าอะไรนะครับ
จิรพรรณ อังศวานนท์



