ไลฟ์สไตล์

แขกรับเชิญ-"20 ปี แดสฯ 9 ปีดรีมบ็อกซ์"ความฝันไม่เคยเปลี่ยน (1)

แขกรับเชิญ-"20 ปี แดสฯ 9 ปีดรีมบ็อกซ์"ความฝันไม่เคยเปลี่ยน (1)

29 มี.ค. 2553

เป็นทั้งผู้บริหารและคนละครเวทีตัวจริงเสียงจริง "โจ้" ดารกา วงศ์ศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัทดรีมบ็อกซ์ จำกัด ผู้สร้างสรรค์ผลงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยอยู่ แดส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ทั้งเลือกเรื่องเขียนบท แต่งเพลง ฯลฯ

 วาระ "20 ปี แดสฯ 9 ปีดรีมบ็อกซ์" จึงน่าจะมีทั้งขวากหนามและความประทับใจมาเล่าสู่กันฟัง รวมทั้งความหวังต่อละครเวที ที่เธอตั้งใจให้คนไทยมีความสุขร่วมไปกับเธอด้วย

 เมื่อคุณนันทพร บรรณาธิการหน้าศิลปวัฒนธรรม ขอให้ช่วยเขียนบทความเกี่ยวกับคอนเสิร์ต An Enchanted Evening With Songs From Our Musicals ของดรีมบอกซ์  ซึ่งจัดไปเมื่อวันสาร์ที่ 20 มีนาคม ที่ผ่านมา ที่ M Theatre ก็คิดว่า เอ๊ะ เราจะเขียนอะไรดีนะ เพราะละครเวทีนั้นเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า กลุ่มคนดูเป็นกลุ่มที่ไม่กว้างนัก กลัวว่าบทความนี้จะไม่มีคนอ่านแล้วจะเสียทรัพยากรโลก คือกระดาษเสียเปล่าๆ แต่ในเมื่อรับปากแล้วก็เลยคิดว่าจะเขียนเล่าเกร็ดจากการทำละครเพลงของแดส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ในยุคนั้น และดรีมบอกซ์ยุคนี้ ก็แล้วกัน เผื่อจะได้เป็นประโยชน์และสนุกสนานบ้างค่ะ  นับตั้งแต่ปี 2529 เป็นต้นมา เราได้ทำละครทั้งหมด 50 เรื่อง เป็นละครเพลง 10 เรื่อง ได้แก่ ไร่แสนสุข อภินิหารแม่มดแฝด มนต์เพลงขนมครก อลเวงเพลงนางฟ้า ซินเดอเรลล่า มือปราบอวกาศตอนตะลุยเมืองตุ๊กตา มือปราบอวกาศตอนตะลุยสุสานฟาโรห์ นางพญางูขาว คู่กรรม เดอะ มิวสิคัล และล่าสุดคือ แม่นาค เดอะ มิวสิคัล  บางเรื่องก็นำมารีสเตจหลายครั้ง เช่น นางพญางูขาว หรือ คู่กรรม เดอะ มิวสิคัล เป็นต้น

 เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วนั้น ละครเวทีสมัยใหม่ซึ่งใช้กลวิธีการนำเสนอแบบตะวันตกนั้นยังคงอยู่ในแวดวงไม่กว้างนัก พวกเราที่จบด้านละครเวทีมาก็มีสถานที่เล่นไม่กี่ที่ เช่น ที่เอยูเอ และอีกที่หนึ่งที่ถือว่ามีคุณูปการต่อวงการละครเวทีก็คือ มณเฑียรทองเธียเตอร์ ตัวเองนั้นในระยะแรกไม่ได้อยู่ในแวดวงดังกล่าวค่ะ เพราะว่าเมื่อเรียนจบก็ทำงานเป็นโปรดิวเซอร์รายการละครวิทยุและรายการสำหรับเด็กอยู่ที่วิทยุศึกษา แต่ว่าก็มีโอกาสไปดูงานของพี่ๆ เพื่อนๆ หรือน้องๆ อยู่บ้างค่ะ 

 ละครเพลงเรื่องไร่แสนสุขนั้น เขียนเพื่อให้เป็นละครสำหรับเด็กจริงๆ หมายถึงให้เด็กๆ ดูแล้วสนุก ไม่ได้เป็นละครแบบที่ตอนจบต้องบอกว่า “ละครเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...” เพราะโดยปรัชญาในการทำงานศิลปะสำหรับเด็กของตนเองนั้น เชื่อว่าการที่ทำให้เด็กๆ ได้มีความสุขอยู่กับโลกแห่งจินตนาการที่สนุกสนานแม้เพียงเวลาสั้นๆ ก็อาจจะบ่มเพาะจิตใจที่สร้างสรรค์และอ่อนโยนได้มากกว่าการยัดเยียดค่านิยมและระเบียบวิธีปฏิบัติเข้าไปในสมองเด็กค่ะ

 การแสดงคราวแรกที่หอประชุมจุฬาฯ นั้นใช้ดนตรีสด เป็นวงออเคสตราขนาดไม่กี่ชิ้น คุณใหม่ เจริญปุระ และคุณธเนศร์ วรากุลนุเคราะห์ แสดงนำ และละครเรื่องนี้ปีต่อมาก็เล่นซ้ำที่หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเพิ่งเปิดให้ใช้งานหมาดๆ เราอาจจะเป็นกลุ่มที่สองหรือสามที่ได้มีโอกาสเข้าไปใช้ที่นั่น จำได้ว่าตัวเองตื่นเต้นมากค่ะ ที่ได้ไปทำงานที่นี่ ชอบการดีไซน์สีในโรงของที่นี่ โดยเฉพาะสีม่วงของเก้าอี้ชอบที่สุดเลยค่ะ ทำให้โรงที่ผนังโรงเป็นหินอ่อนดูนุ่มนวลขึ้นและทันสมัยมาก เสียอย่างเดียวที่ห้องคอนโทรลแสงเสียงอยู่ชั้นบนและตำแหน่งยังอยู่ด้านข้างเวทีด้วย ก็เลยทำงานไม่ถนัดเท่าไร  

 ในคอนเสิร์ตของเราเมื่อวันที่ 20 มีนาคมนั้น ได้ใช้เพลง ฉันรักบ้านไร่ เป็นเพลงเปิด คุณน้ำมนต์ ธีรนัยน์ ณ หนองคาย เป็นผู้ร้องค่ะ พอได้ฟังแล้วก็นึกถึงสมัยนั้น ที่คุณใหม่ เจริญปุระ ในบท ด.ญ.แป้งผู้ใจดี แต่งชุดกระโปรงพองบานถักหางเปียสองข้างมือถือตะเกียงออกมาร้องเพลงนี้ท่ามกลางความมืดและแสงดาว เป็นภาพที่ประทับใจอยู่ในความทรงจำไม่รู้เลือนค่ะ

 ในปี 2530 ก็ได้มีโอกาสทำละครเพลงสำหรับเด็กอีกเรื่องหนึ่ง คือ อภินิหารแม่มดแฝด เล่นที่โรงละครแห่งชาติ ต่อจากนั้นในปี 2531 แดส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ได้ถือกำเนิดขึ้น ละครเพลงเรื่องแรกที่ทำในนามของแดสฯ นั้น คือ เรื่องมนต์เพลงขนมครก เล่นที่หอประชุมจุฬาฯ ค่ะ

 ในการทำละครเพลงสมัยแรกๆ นั้น ที่ลำบากที่สุดก็เห็นจะได้แก่การวางระบบเสียงสำหรับการแสดงที่มีดนตรีสด เพราะไม่มีไมค์แบบคลิปติดที่หูเหมือนทุกวันนี้ ต้องใช้ไมโครโฟนแบบรับเสียงจากระยะไกลตั้งและแขวนไว้ ซึ่งก็มีปัญหาอยู่ดี เพราะผู้ชมไม่ค่อยได้ยินเสียง ก็เลยต้องแก้ปัญหาด้วยการวางลำโพงให้ทั่ว แล้วยังต้องเพิ่มคอรัสร้องช่วยอยู่ที่วงด้วย ส่วนเสียงพูดนั้น นักแสดงต้องโปรเจกท์เสียงให้ดังพอ คิดดูแล้วกันค่ะว่า นักแสดงสมัยนั้นใจสู้ขนาดไหน 

 ต่อจากนั้นเราก็ได้ทำละครเพลงเรื่อง เช่น อลเวงเพลงนางฟ้า เล่นที่ เอ็มบีเค ฮอลล์ เพราะในยุคนั้น (และยุคนี้) การที่เอกชนจะเข้าไปใช้งานในโรงละครของรัฐบาลนั้นค่อนข้างยาก เราก็เลยต้องไปสร้างโรงละครขึ้นใหม่ในสถานที่ใหญ่มากอย่างเอ็มบีเค ฮอลล์ จำได้ว่าเหนื่อยทุกอย่าง ทั้งการสร้างโรงขึ้นใหม่ การสร้างฉากที่ใหญ่โต การดีไซน์ระบบแสงเสียงและระบบเปลี่ยนฉากเพื่อให้สอดรับกับโรง แต่เมื่อผ่านไปแล้วก็รู้สึกดีใจที่กล้าไปทำที่นั่นค่ะ มันเป็นประสบการณ์ที่ดี

 และในเวลาใกล้ๆ กันก็ได้ทำละครเพลงเรื่องซินเดอเรลล่า ซึ่งมีโอกาสไปเล่นที่เชียงใหม่ โดยได้รับเชิญจากกาดเธียเตอร์ให้ไปแสดงที่นั่น ในความคิดของตนเองนั้น กาดเธียเตอร์เป็นโรงละครที่ดีที่สุดในประเทศไทยค่ะ ถึงพร้อมทั้งความสวยงาม ระบบเทคนิคเวที และระบบแสงเสียงที่เพียบพร้อม

 คราวที่ทำซินเดอเรลล่านั้น ใช้วงดนตรีออเคสตราขนาดใหญ่ประมาณสามสิบคนบรรเลงทุกรอบ ไมค์ที่ใช้แบบคลิปสำหรับนักแสดงนั้นใช้ไปหลายสิบตัว บอร์ดเสียงขนาดใหญ่มาก และสิ่งที่ดีคือ ที่ควบคุมเสียงอยู่กลางโรงเลย ก็เลยทำให้ควบคุมคุณภาพเสียงได้ดีค่ะ ที่น่ารักก็คือ ระบบการโฆษณาให้คนมาดูนั้น ทางกาดจัดให้ใช้วิธีแห่รถไปค่ะ เหมือนรถหาเสียง แต่แต่งชุดจากละครสวยงาม ไปรอบเมืองเชียงใหม่และเลยไปถึงลำพูน ลำปางด้วย 

 หลังจากที่โรงละครกรุงเทพ สร้างขึ้นในปี 2536 นั้น ละครของเราก็เล่นที่นี่เป็นหลัก ทั้งละครเพลงและละครพูด เช่น มือปราบอวกาศ ตอนตะลุยสุสานฟาโรห์ และนางพญางูขาว เป็นต้น

 นางพญางูขาวนั้นเป็นรื่องที่มีแก่นของเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ทั้งยังเกี่ยวพันกับพุทธศาสนาในประเด็นเรื่องของความรัก ตอนเขียนตั้งใจจะให้มีคอรัสทำหน้าที่ร้องเพลงเล่าเรื่องแบบกรีก ส่วนเพลงนั้นคุณไกวัลแต่งเป็นสำเนียงจีน เสียงเครื่องดนตรีจีนที่บรรเลงสดนั้นทำให้เพลงเศร้ามากค่ะ และนักแสดงก็เล่นดีมากทุกคน ทำให้ทีมงานเบื้องหลังนั้นทำงานไปก็ร้องไห้เช็ดน้ำตาป้อยๆ ไปทุกรอบเลย บางรอบก็มัวแต่ร้องไห้จนเกือบลืมคิว
 (โปรดอ่านต่อวันจันทร์ที่ 5 เม.ย.)

ดารกา วงศ์ศิริ