ไลฟ์สไตล์

ระบบการศึกษาไทยต้องไม่ผูกติดกระแสการเมือง

ระบบการศึกษาไทยต้องไม่ผูกติดกระแสการเมือง

25 มี.ค. 2553

ประวัติศาสตร์ต้องจารึก เพราะเป็นครั้งแรกที่มี พ่อแม่ ผู้ปกครอง ร้องเรียนผ่านสายด่วนกระทรวงศึกษาธิการ 1579 จำนวนมากที่สุดในรอบ 10 ปี ยอดพุ่งสูงถึง 20,186 สาย หลังนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)

 ประกาศเลื่อนการรับสมัครเข้าเรียนชั้นม.1 และม.4 ประจำปีการศึกษา 2553 เมื่อวันที่ 11 มีนาคม อ้างเพื่อความปลอดภัยของเด็ก อันเนื่องมาจากมีเหตุชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)นั้น ในทรรศนะของนักวิชาการติงแก้ไขปัญหาไม่ถูกจุด ย้ำระบบการศึกษาไทย "มีกรรม" ผูกติดกระแสการเมือง

 เปิดฉากด้วยมุมมองของ ศ.ดร.วิรุณ ตั้งเจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ชี้ว่าการที่ศธ.เลื่อนการสอบเข้าม.1 และม.4 ใน 8 จังหวัด ถือเป็นการสูญเสียของระบบการศึกษาของชาติ และเป็นกรรมของการศึกษาไทย ศธ.ไม่ควรเอาการบริหารโดยเฉพาะการบริหารโรงเรียนในสังกัดสพฐ.ไปโยงกับการเมืองมากจนเกินไป ความจริงแล้วเรื่องการบริหาร ศธ.ควรตัดสินใจได้ ผู้ดูแลการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือสพฐ.มีอำนาจในการตัดสินใจโดยไม่ต้องเชื่อมต่อถึงการเมือง และหากเป็นห่วงเด็กหรือความปลอดภัยก็สามารถประเมินสถานการณ์ได้ ไม่ใช่ปล่อยเวลาหรือเลื่อนเวลาออกไปอย่างไม่มีกำหนด มันจะทำให้เสียหายและสงสารพ่อแม่ ผู้ปกครอง ตลอดถึงเด็กๆ ที่ต้องเตรียมตัวสอบ

 “ผู้บริหารศธ.โดยเฉพาะข้าราชการก็ควรจะมีอำนาจในการตัดสินใจ และสามารถอธิบายหลักการเหตุผลต่างๆ ให้รัฐบาลหรือรัฐมนตรีรับทราบได้ เชื่อว่ารัฐบาลและรัฐมนตรีรับฟัง และไม่เพียงแค่ศธ.เท่านั้น สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)เองก็ควรจะมีหลักการเช่นที่ว่านี้ด้วย ไม่ใช่กลัวและเกรงใจระบบการเมืองจนทำอะไรไม่ได้เลย

 ผมคิดว่าแม้จะเป็นการยากมากที่ระบบการศึกษาไทยจะลอยตัวออกจากการเมือง แต่เราควรจะคิดหรือพยายามก้าวออกมาจากการโยงตัวเองหรือเอาตัวเองผูกติดและเป็นเครื่องมือของการเมืองได้แล้ว ผู้ที่ดูแลหรือมีหน้าที่บริหารจัดการศธ.ต้องกล้าหาญและพร้อมจะวางตัวเองเพื่อประโยชน์ทางด้านการศึกษาจริงๆ ไม่ใช่มองแค่การเมืองเป็นหลักจนลืมบทบาทหน้าที่และความเป็นจริง เท่าที่ดูจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่เราพอจะเห็นว่าคนที่มาร่วมชุมชนนั้นคงไม่เข้ามาทำร้ายเด็ก จากสถานการณ์เราก็พอจะวางแผนได้แล้ว แต่ไม่ใช่วางเฉยอย่างที่เป็นอยู่" ศ.ดร.วิรุณ เตือนสติผู้บริหารศธ.

 สอดคล้องกับ ผศ.ไตรรัตน์ พิพัฒน์โภคผล รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการพิเศษ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) ที่เห็นว่า ศธ.คิดผิดอย่างยิ่ง และอยากให้ศธ.ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจและมีนโยบายทางด้านการศึกษาได้ตระหนักและเห็นว่าการเลื่อนการสอบของนักเรียนนั้นมีผลในการทำงานด้านการศึกษาทั้งระบบ และไม่ได้มีผลเพียงแค่ 8 จังหวัดเท่านั้น ยังกระทบถึงภาพใหญ่การศึกษาทั้งประเทศด้วย

 ผศ.ไตรรัตน์ แนะนำว่า ดังนั้นจะทำอะไรขอให้คิดให้ดี ไม่ใช่เอาการศึกษาของชาติไปผูกติดกับการเมือง จนไม่ลืมหูลืมตาดูความเป็นจริง การเรียกร้องประชาธิปไตยหรือการประท้วงเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นไป แต่เมื่อเราสามารถประเมินสถานการณ์ได้แล้ว ก็ควรจะปรับเปลี่ยนความคิดใหม่

 “การประกาศเลื่อนการสอบซึ่งถูกกำหนดไว้แล้ว เป็นเวลาที่เตรียมการไว้ เมื่อมีการเลื่อนจะทำให้แผนการจัดระบบการศึกษาเลื่อนไป ส่งผลเสียอย่างยิ่ง และขอให้ทุกฝ่ายอย่าได้โยงชีวิตประจำวันของตัวเอง โดยเฉพาะการศึกษาเข้าสู่การเมือง มันมีแต่จะส่งเสียมากกว่าผลดี คนที่เดินทางมาเพื่อเรียกร้องคงไม่เข้าไปทำร้ายเด็ก อีกทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองก็คงเตรียมการอย่างรอบคอบในการพาเด็กไปสมัครเข้าเรียน ดังนั้นไม่ควรกลัวจนทำให้เสียระบบการศึกษา” ผศ.ไตรรัตน์ กล่าวในที่สุด

 เหนื่ออื่นใด อย่าลืม! การสั่งเลื่อนสอบไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะกำหนดการ และการจัดเตรียมการทำงาน ต้องเลื่อนออกไปทั้งหมด เกิดผลเสียหายต่อภาพใหญ่ระบบการศึกษาไทย