
ระบบการศึกษาไทยต้องไม่ผูกติดกระแสการเมือง
ประวัติศาสตร์ต้องจารึก เพราะเป็นครั้งแรกที่มี พ่อแม่ ผู้ปกครอง ร้องเรียนผ่านสายด่วนกระทรวงศึกษาธิการ 1579 จำนวนมากที่สุดในรอบ 10 ปี ยอดพุ่งสูงถึง 20,186 สาย หลังนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)
ประกาศเลื่อนการรับสมัครเข้าเรียนชั้นม.1 และม.4 ประจำปีการศึกษา 2553 เมื่อวันที่ 11 มีนาคม อ้างเพื่อความปลอดภัยของเด็ก อันเนื่องมาจากมีเหตุชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)นั้น ในทรรศนะของนักวิชาการติงแก้ไขปัญหาไม่ถูกจุด ย้ำระบบการศึกษาไทย "มีกรรม" ผูกติดกระแสการเมือง
เปิดฉากด้วยมุมมองของ ศ.ดร.วิรุณ ตั้งเจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ชี้ว่าการที่ศธ.เลื่อนการสอบเข้าม.1 และม.4 ใน 8 จังหวัด ถือเป็นการสูญเสียของระบบการศึกษาของชาติ และเป็นกรรมของการศึกษาไทย ศธ.ไม่ควรเอาการบริหารโดยเฉพาะการบริหารโรงเรียนในสังกัดสพฐ.ไปโยงกับการเมืองมากจนเกินไป ความจริงแล้วเรื่องการบริหาร ศธ.ควรตัดสินใจได้ ผู้ดูแลการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือสพฐ.มีอำนาจในการตัดสินใจโดยไม่ต้องเชื่อมต่อถึงการเมือง และหากเป็นห่วงเด็กหรือความปลอดภัยก็สามารถประเมินสถานการณ์ได้ ไม่ใช่ปล่อยเวลาหรือเลื่อนเวลาออกไปอย่างไม่มีกำหนด มันจะทำให้เสียหายและสงสารพ่อแม่ ผู้ปกครอง ตลอดถึงเด็กๆ ที่ต้องเตรียมตัวสอบ
“ผู้บริหารศธ.โดยเฉพาะข้าราชการก็ควรจะมีอำนาจในการตัดสินใจ และสามารถอธิบายหลักการเหตุผลต่างๆ ให้รัฐบาลหรือรัฐมนตรีรับทราบได้ เชื่อว่ารัฐบาลและรัฐมนตรีรับฟัง และไม่เพียงแค่ศธ.เท่านั้น สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)เองก็ควรจะมีหลักการเช่นที่ว่านี้ด้วย ไม่ใช่กลัวและเกรงใจระบบการเมืองจนทำอะไรไม่ได้เลย
ผมคิดว่าแม้จะเป็นการยากมากที่ระบบการศึกษาไทยจะลอยตัวออกจากการเมือง แต่เราควรจะคิดหรือพยายามก้าวออกมาจากการโยงตัวเองหรือเอาตัวเองผูกติดและเป็นเครื่องมือของการเมืองได้แล้ว ผู้ที่ดูแลหรือมีหน้าที่บริหารจัดการศธ.ต้องกล้าหาญและพร้อมจะวางตัวเองเพื่อประโยชน์ทางด้านการศึกษาจริงๆ ไม่ใช่มองแค่การเมืองเป็นหลักจนลืมบทบาทหน้าที่และความเป็นจริง เท่าที่ดูจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่เราพอจะเห็นว่าคนที่มาร่วมชุมชนนั้นคงไม่เข้ามาทำร้ายเด็ก จากสถานการณ์เราก็พอจะวางแผนได้แล้ว แต่ไม่ใช่วางเฉยอย่างที่เป็นอยู่" ศ.ดร.วิรุณ เตือนสติผู้บริหารศธ.
สอดคล้องกับ ผศ.ไตรรัตน์ พิพัฒน์โภคผล รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการพิเศษ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) ที่เห็นว่า ศธ.คิดผิดอย่างยิ่ง และอยากให้ศธ.ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจและมีนโยบายทางด้านการศึกษาได้ตระหนักและเห็นว่าการเลื่อนการสอบของนักเรียนนั้นมีผลในการทำงานด้านการศึกษาทั้งระบบ และไม่ได้มีผลเพียงแค่ 8 จังหวัดเท่านั้น ยังกระทบถึงภาพใหญ่การศึกษาทั้งประเทศด้วย
ผศ.ไตรรัตน์ แนะนำว่า ดังนั้นจะทำอะไรขอให้คิดให้ดี ไม่ใช่เอาการศึกษาของชาติไปผูกติดกับการเมือง จนไม่ลืมหูลืมตาดูความเป็นจริง การเรียกร้องประชาธิปไตยหรือการประท้วงเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นไป แต่เมื่อเราสามารถประเมินสถานการณ์ได้แล้ว ก็ควรจะปรับเปลี่ยนความคิดใหม่
“การประกาศเลื่อนการสอบซึ่งถูกกำหนดไว้แล้ว เป็นเวลาที่เตรียมการไว้ เมื่อมีการเลื่อนจะทำให้แผนการจัดระบบการศึกษาเลื่อนไป ส่งผลเสียอย่างยิ่ง และขอให้ทุกฝ่ายอย่าได้โยงชีวิตประจำวันของตัวเอง โดยเฉพาะการศึกษาเข้าสู่การเมือง มันมีแต่จะส่งเสียมากกว่าผลดี คนที่เดินทางมาเพื่อเรียกร้องคงไม่เข้าไปทำร้ายเด็ก อีกทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองก็คงเตรียมการอย่างรอบคอบในการพาเด็กไปสมัครเข้าเรียน ดังนั้นไม่ควรกลัวจนทำให้เสียระบบการศึกษา” ผศ.ไตรรัตน์ กล่าวในที่สุด
เหนื่ออื่นใด อย่าลืม! การสั่งเลื่อนสอบไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะกำหนดการ และการจัดเตรียมการทำงาน ต้องเลื่อนออกไปทั้งหมด เกิดผลเสียหายต่อภาพใหญ่ระบบการศึกษาไทย



