ไลฟ์สไตล์

นักวิทย์หญิงไทยผ่าแดนแอนตาร์กติก

นักวิทย์หญิงไทยผ่าแดนแอนตาร์กติก

26 มี.ค. 2553

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2547 นักวิทยาศาสตร์ไทยมีโอกาสได้เดินทางไปทวีปแอนตาร์กติกร่วมกับสถาบันวิจัยขั้วโลกแห่งชาติ ประเทศญี่ปุ่น เป็นครั้งแรก จากนั้นในปี 2552 "อาจารย์เปิ้ล" หรือ ผศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ ในฐานะ นักวิทยาศาสตร์ผู้หญิงไทยคนแรก จากภาควิชาวิทยาศาสตร์ทาง

  ตลอดระยะเวลา 4 เดือนบนแผ่นดินน้ำแข็งขั้วโลกใต้ นอกจากแท่งน้ำแข็ง ตัวอย่างดิน ซากปลา และเปลือกหอยอายุประมาณ 500 ปี นักวิทยาศาสตร์หญิงไทยคนแรก ยังได้นำเอาประสบการณ์อันหลากหลายกลับมาบอกเล่าให้คนไทยได้รับรู้ถึงความเป็นไปของสภาพภูมิอากาศในดินแดนขั้วโลกใต้ ซึ่งถือว่าเป็น "ปราการด่านแรกที่จะบอกสภาวะของโลก" ด้วย

 "แอนตาร์กติกถือเป็นด่านหน้าที่จะบอกว่าถ้าหากสภาวะโลกแปรปรวนไป บริเวณขั้วโลกจะได้รับผลกระทบจากตรงนี้ก่อน และถ้าระบบนิเวศแอนตาร์กติกเปลี่ยนไปก็จะลิงก์ไปถึงพื้นที่อื่นๆ ทั่วโลกด้วย ในขณะเดียวกันมนุษย์เองก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เมื่อธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไปมนุษย์เองก็ย่อมได้รับผลกระทบนั้นๆ ไปด้วย จึงเป็นที่มาของโครงการวิจัยขั้วโลกใต้ เพราะลำพังแค่สนใจเฉพาะสภาพภูมิอากาศของประเทศตัวเองไม่เพียงพอ ต้องสนใจสภาพภูมิอากาศโลกด้วย" นักวิทยาศาสตร์หญิงหนึ่งเดียวของไทยกล่าว

 นอกจากประสบการณ์แปลกใหม่ที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เคยได้พบแล้ว อาจารย์เปิ้ลยังได้เล่าถึงความประทับจากการเดินทางไกลครั้งนี้ด้วยว่า สิ่งแรกคงไม่พ้นการได้รับโอกาสอันดีให้ร่วมเดินทางไปศึกษางานในครั้งนี้ นอกจากนั้นก็ต้องยกให้แก่เรื่องความยากลำบากในการเดินทาง เพราะต้องใช้ระยะเวลาถึง 3 สัปดาห์กว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง และอีก 5 สัปดาห์ในการเดินทางกลับ ด้วยว่าต้องฝ่าผิวทะเลน้ำแข็งที่มีความหนาถึง 4.5 เมตร ซึ่งถือว่าผิดปกติมาก รวมถึงการผจญกับพายุหิมะนับครั้งไม่ถ้วน โดยบางครั้งมีความเร็วลมสูงกว่า 35 เมตรต่อวินาที ทั้งหมดก็เกิดจากความแปรปรวนของสภาพอากาศสูงนั่นเอง ทว่าในทางตรงข้ามเธอก็ได้เทคนิคใหม่ๆ กลับมาฝากนักวิทยาศาสตร์ชาวไทยด้วย นั่นคือ วัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในทะเล เพราะญี่ปุ่นได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีสูงมาก

 ท่ามกลางสภาพอากาศแปรปรวนบวกกับความคาดหวังจากผู้ให้การสนับสนุน อันเป็นแรงกดดันสำคัญต่อการปฏิบัติงานในครั้งนี้แล้ว นักวิทยาศาสตร์สาวหัวใจแกร่งยังเล่าถึงอุปสรรคอันเกิดจากสรีระร่างกายที่เล็กมาก หากเทียบกับนักวิทยาศาสตร์จากชาติอื่นๆ แม้ว่าจะมีการเตรียมฟิตร่างกายไปอย่างดีแล้วก็ตาม โดยในแต่ละวันจะทำงานตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. แต่สำหรับนักวิจัยจะต้องทำมากกว่านั้น

  "ที่สถานีโชวะทุกคนจะทานอาหารเช้าเวลา 06.45 น. จากนั้นก็ร่วมกันออกกำลังกายในเวลา 07.45 น. พักเที่ยงเวลา 12.00 น. แต่หากคนไหนต้องออกภาคสนามก็จะปูผ้านั่งกินกันบนทะเลน้ำแข็ง หลังอาหารเย็นก็จะมีการประชุมสรุปการทำงานในแต่ละวัน หลังจากนั้นนักวิจัยก็จะทำงานของตัวเองต่อ กว่าจะได้นอนก็ประมาณ 23.00 น. ส่วนวันหยุดก็คือ วันที่มีพายุหิมะนั่นเอง โดยการทำงานนั้นในแต่วัน นักวิจัยทุกคนจะต้องเดินเท้าไปบนพื้นน้ำแข็งเพื่อหาเก็บตัวอย่างวันละหลายกิโลเมตร นอกจากอุปกรณ์กันหนาว แต่ละคนยังต้องแบกสัมภาระเครื่องมือและอาหารประจำตัว เช่น หมวกนิรภัย หมวกไหมพรม ถุงมือจับน้ำแข็ง เชือกพร้อมคลิป เข็มทิศ นกหวีด มีดพกพา เมื่อรวมๆ กันแล้วก็ถือว่าหนักพอสมควร" นักวิทยาศาสตร์หญิงไทยเล่าตารางชีวิตบนพื้นที่ขั้วโลกใต้ให้ฟังคร่าวๆ

 ทั้งนี้ ผศ.ดร.สุชนา ยังได้กล่าวว่า สำหรับประสบการณ์ทั้งหมดที่ได้รับในครั้งนี้ เธอจะนำมาถ่ายทอดให้คนไทยรวมทั้งนักวิทยาศาสตร์ไทยได้เข้าใจถึงธรรมชาติและความสำคัญของทวีปแอนตาร์กติกที่มีต่อโลกและมนุษยชาติ ถึงแม้จะหยุดไม่ได้แต่อย่างน้อยก็เป็นการชะลอให้เกิดช้าลง