ไลฟ์สไตล์

ก.พ.แนะประเมินรอบด้านห่วงขรก.ร้องทุกข์ไม่เป็นธรรม

ก.พ.แนะประเมินรอบด้านห่วงขรก.ร้องทุกข์ไม่เป็นธรรม

23 มี.ค. 2553

โฉมใหม่ของระบบราชการไทยภายหลัง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มีผลบังคับใช้ก็คือ "การเลื่อนเงินเดือน" ของข้าราชการพลเรือนสามัญกว่า3.8 แสนคน แต่เดิมใน พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535

กำหนดไว้เป็น "แบบขั้น" ให้เลื่อนขั้นเงินเดือนได้ปีละ0.5-2 ขั้น โดยให้โควตาข้าราชการพลเรือนสามัญที่จะได้เลื่อนขั้นเงินเดือน2 ขั้นปีละไม่เกิน15% จากจำนวนข้าราชการพลเรือนสามัญที่หน่วยงานนั้นมีอยู่ทั้งหมด

ทั้งนี้การเลื่อนเงินเดือนแบบใหม่ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ใช้"แบบเปอร์เซ็นต์" ให้เลื่อนเงินเดือนได้รอบละ 0-6 เปอร์เซ็นต์ของฐานการคำนวณภายใต้งบประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ของฐานเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนสามัญในแต่ละรอบการประเมินในแต่ละหน่วยงาน โดยมีการประเมินผลการปฏิบัติราชการปีละ2 ครั้ง ทำให้ผู้บริหารแต่ละส่วนราชการสามารถบริหารจัดการงบประมาณในการเลื่อนเงินเดือนได้คล่องตัวกว่าเดิม

นางเบญจวรรณ สร่างนิทร เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) อธิบายถึงเกณฑ์และวิธีการประเมินเลื่อนเงินเดือนข้าราชการพลเรือนสามัญว่า การประเมินนี้ใช้ประเมินข้าราชการพลเรือนสามัญทั่วประเทศใน 147 ส่วนราชการ ซึ่งมีทั้งสิ้น381,377 รายแบ่งเป็น 4 ประเภทได้แก่ 1.ประเภทบริหาร เช่นปลัดกระทรวง อธิบดีผู้ว่าราชการจังหวัดมี 1,053 รายคิดเป็น 0.28% 2.ประเภทอำนวยการ เช่นผอ.สำนัก ผอ.กอง มี6,064 รายคิดเป็น 1.59% 3.ประเภทวิชาการมี249,247 รายคิดเป็น 65.35% และประเภททั่วไปมี 125,013 รายคิดเป็น 32.78%

ดังนั้น ก.พ.จึงได้จัดทำหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการพลเรือนสามัญขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 76 วรรคหนึ่งของ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551และเพื่อให้การประเมินเป็นไปอย่างโปร่งใสเป็นธรรมและตรวจสอบได้ ซึ่งเกณฑ์นี้กำหนดให้ประเมินปีละ2 รอบตามปีงบประมาณแบ่งเป็น รอบที่ 1 ประเมินผลงานที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่1 ตุลาคมถึง 31 มีนาคมรอบที่ 2 ประเมินระหว่างวันที่1 เมษายนถึง 30 กันยายน

การประเมินผลการปฏิบัติราชการให้ประเมินอย่างน้อย2 องค์ประกอบได้แก่ 1.ผลสัมฤทธิ์ของงานให้ประเมินจากปริมาณผลงานคุณภาพผลงาน ความรวดเร็ว ตรงตามเวลาที่กำหนด ความประหยัดหรือความคุ้มค่าของการใช้ทรัพยากรมีสัดส่วนคะแนนไม่น้อยกว่า 70% และ 2.พฤติกรรมการปฏิบัติราชการให้ประเมินจากสมรรถนะหลักตามที่ก.พ.กำหนดและสมรรถนะที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติราชการที่ส่วนราชการกำหนด มีสัดส่วนคะแนนไม่เกิน 30%

เลขาธิการก.พ. แจกแจงด้วยว่า ในการประเมินให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งเป็นผู้ประเมินกับผู้ใต้บังคับบัญชาที่เป็นผู้ถูกประเมินของแต่ละส่วนราชการจัดทำบันทึกข้อตกลงและทั้งสองฝ่ายลงชื่อในบันทึกซึ่งกำหนดภารกิจเป้าหมายและระยะเวลาดำเนินการ รวมทั้งตัวชี้วัดในการประเมินผลงานในช่วง6 เดือน โดยจากการที่ก.พ.ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปให้คำปรึกษาแก่ส่วนราชการต่างๆ นั้น ได้ให้แนวทางว่าไม่ควรกำหนดตัวชี้วัดมาก และตัวชี้วัดต้องไม่เป็นภาระแก่ผู้ประเมินและผู้ถูกประเมิน ขณะนี้ส่วนราชการต่างๆเริ่มประเมินไปแล้ว จะสรุปผลในวันที่ 31 มีนาคมนี้ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการกลั่นกรองผลงานของข้าราชการพลเรือนสามัญในระดับกรม/จังหวัด ซึ่งผลการประเมินแต่ละรอบนั้นจะมีผลให้ข้าราชการได้รับการเลื่อนเงินเดือนสูงสุดไม่เกิน6% ของฐานในการคำนวณ

"ขอแนะนำผู้ประเมินควรสอบถามข้อมูลผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการที่ถูกประเมินจากผู้บริหารหรือหัวหน้าในระดับรองลงมาด้วย เพื่อให้การประเมินเป็นไปอย่างรอบด้านและเป็นธรรมขณะเดียวกันผู้ถูกประเมิน ก็ขอให้ตั้งใจปฏิบัติราชการให้เต็มที่ให้ได้ตามเป้าหมาย มีคุณภาพและตรงตามเวลาเพื่อลดปัญหาการร้องทุกข์ว่าการประเมินไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ตามหากผลประเมินออกมาแล้ว ข้าราชการผู้ถูกประเมินเห็นว่าไม่เป็นธรรม ก็สามารถร้องขอต่อคณะกรรมการกลั่นกรองผลงานระดับกรม/จังหวัดให้พิจารณาทบทวนผลการประเมิน และเมื่อคำสั่งเลื่อนเงินเดือนออกมาแล้ว ไม่พอใจ มีสิทธิ์ร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม(ก.พ.ค.) และหากไม่เป็นที่พอใจอีก จึงไปฟ้องร้องต่อศาลปกครองได้ " นางเบญจวรรณกล่าวทิ้งท้าย

0ธรรมรัชกิจฉลอง0