ไลฟ์สไตล์

31ปีสวช.กับงานวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

31ปีสวช.กับงานวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

21 มี.ค. 2553

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 31 แล้วสำหรับ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ หรือ สวช. ภายหลังได้รับการสถาปนาขึ้นตามพระราชบัญญัติสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2522 มีหน้าที่ส่งเสริมบำรุงรักษาวัฒนธรรมไทย โดยการศึกษา ค้นคว้า วิจัย ฟื้นฟู พั

ย้อนวันวานของ สวช. แต่เดิมเป็นเพียงแค่กองวัฒนธรรม สังกัดกรมการศาสนาเท่านั้น ต่อมาได้มีการโอนอำนาจหน้าที่เป็นของ สวช. สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้ได้ยกฐานะขึ้นเป็นระดับกรม ต่อมาในปี 2544 รัฐบาลขณะนั้นเห็นว่างานของ สวช.ความบูรณาการกับงานศาสนา ศิลปวัฒนธรรม จึงย้ายมาอยู่ภายใต้สังกัดของกระทรวงวัฒนธรรม ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

 ส่วนบทบาทภารกิจการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมตามนโยบายของรัฐบาล ในปี พ.ศ.2553 นายสมชาย เสียงหลาย เลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กล่าวว่า จะขับเคลื่อนงานศิลปินแห่งชาติ ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม งานวัฒนธรรมพื้นบ้าน เครือข่ายทางวัฒนธรรม การเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ผ่านสื่อภาพยนตร์และวีดิทัศน์อย่างเป็นระบบ การใช้มิติวัฒนธรรมแก้ไขปัญหาและพัฒนา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

 โดยเฉพาะ การปกป้องคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมจับต้องไม่ได้ ในระดับสากลมีความสำคัญมาก ปัจจุบัน 116 ประเทศทั่วโลกเข้าเป็นสมาชิกและดำเนินงานภายใต้กรอบ “อนุสัญญาว่าด้วยการพิทักษ์รักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ Convention on Safeguarding Intangible Cultural Heritage ของยูเนสโก” โดยในส่วนของประเทศไทยกำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการเข้าเป็นภาคีสมาชิก

 ในปี 2553 ได้เริ่มขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมครั้งแรกในประเทศไทย 2 สาขาคือ ศิลปะการแสดงและงานช่างฝีมือดั้งเดิม และเตรียมประกาศเพิ่มอีก 3 สาขา คือ สาขามุขปาฐะและภาษา/สาขาขนบธรรมเนียม ประเพณี พิธีกรรม และความเชื่อ/สาขากีฬา การละเล่นพื้นบ้าน และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ในปี 2554 จะดำเนินการประกาศขึ้นทะเบียน สาขาความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล

 “หากเราไม่ลุกขึ้นมาปกป้องมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม คนไทยนั่นแหละคือผู้สูญเสีย ในขณะเดียวกันหากพวกเราช่วยกันผลักดันให้มีการขึ้นทะเบียน ไม่ใช่แค่การอนุรักษ์ แต่เป็นการต่อยอดให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับทางคุณภาพชีวิต เช่น ด้านการท่องเที่ยว การเรียนรู้วิถีชีวิตของคนในชุมชน ฯลฯ และนำไปสู่การพัฒนากฎหมายการคุ้มครองปกป้องภูมิปัญญา” นายสมชาย กล่าว

 แนวคิดดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก นายอาทร จันทวิมล อดีตเลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติว่า “การที่จะทำให้วัฒนธรรมกลับมาได้ เราจะต้องให้ความสำคัญแก่วัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ที่เป็นวิถีชีวิตตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต เพราะในปัจจุบันเราจะมุ่งแต่วัฒนธรรมที่จับต้องได้เพียงอย่างเดียว”

 ด้าน นายพยุงศักดิ์ จันทรสุรินทร์ อดีตเลขาธิการ อีกท่านให้ข้อคิดว่า ขณะที่เรามุ่งเน้นพัฒนาสินค้าทางวัฒนธรรม ทำให้เกิดมูลค่าสร้างรายได้แก่ชาวบ้าน ส่วนภูมิปัญญาไทย เช่น มวยไทย สปา กลับถูกฉกฉวยไปใช้ในต่างประเทศ เรื่องนี้ต้องระวังและป้องกันให้ดีด้วย สุดท้าย นายพะนอม แก้วกำเนิด เลขาธิการคนแรก เสนอว่า “อยากให้มีการจัดตั้งและพัฒนาสถาบันวิจัยงานวัฒนธรรมขึ้นเพื่อศึกษาสาระ ความสำคัญและความสัมพันธ์ของวัฒนธรรมว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ดีต่อสังคมอย่างไร

 การขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมของ สวช. ท่ามกลางปัญหาความหลากหลายทางวัฒนธรรม จะประสบผลสำเร็จได้หรือไม่นั้น คงเป็นโจทย์ที่ยากจะตอบได้ แต่ถ้าทุกภาคส่วนในสังคมร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เชื่อได้ว่าคงไม่ยากเกินไป ถ้าเราจะร่วมกันปกป้อง อนุรักษ์ และสืบสานวัฒนธรรมที่ดีงามของชาติไทยให้คงอยู่ตลอดกาล

    0 ผกามาศ ใจฉลาด 0 รายงาน