
คนรักหมา - ไอ้โจ้รีเทิร์น (5)
การที่ไอ้คุณโจ้รู้จักแยกแยะว่าคนไหนเป็นนักเรียนใหม่นายร้อยปี 1 คนไหนเป็นนักเรียนอาวุโสไม่ใช่เป็นเพราะมันอ่านตัวเลขบอกชั้นปีบนบ่าของพวกเราออก แต่เป็นเพราะความไวของจมูกตามธรรมชาติหมาทั่วโลกทำให้มันสามารถจำแนกกลิ่นได้อย่างแม่นยำชัดเจน
นักเรียนนายร้อยปี 1 ถูกซ่อมตั้งแต่เช้ายันดึก เหงื่อไคลหมักหมมทั้งวันทั้งคืน เสื้อผ้าทั้งชั้นในชั้นนอกกว่าจะได้เปลี่ยนก็ก่อนเข้านอน
ด้วยเหตุดังนี้ อย่าว่าแต่หมาจมูกไวจะได้กลิ่นเลย คุณผู้อ่านยืนอยู่ห่างแถวนักเรียนนายร้อยปี 1 เอาว่าสักครึ่งกิโลเมตรแถมเป็นหวัดจมูกไม่ค่อยได้กลิ่นอีกต่างหาก รับรองว่ายังจะได้กลิ่นสาบสางของพวกผมลอยมาตามลมเลย ผมว่าสาเหตุหนึ่งที่ย้ายโรงเรียนไปอยู่ที่เขาชะโงกนครนายก ก็อาจเพื่อลดมลภาวะทางกลิ่นของกรุงเทพฯ นี่เอง!
เอาละตอบโจทย์ข้อแรกว่าทำไมไอ้โจ้ถึงแยกออกว่าคนไหนนักเรียนใหม่นักเรียนอาวุโส ตานี้ก็มาถึงโจทย์ข้อถัดไป
ทำไมมันถึงดูหมิ่นเหยียดหยามนักเรียนใหม่ ?
อาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อธิบายอุปนิสัยของหมาทั้งหลายไว้ในหนังสือ “คนรักหมา” ว่า หมานั้นอยู่กับคนนานๆ เข้าก็จะนึกว่าคนกับหมาเหมือนกัน คืออาจนึกว่ามันเป็นคนเหมือนพวกเรา หรือนึกว่าพวกเราเป็นหมาเหมือนมันก็แล้วแต่ พอนึกว่าเป็นพวกเดียวกันแล้วก็พยายามจะทำอะไรให้เหมือนๆ กัน...
ผมนำมาเล่าต่อเพื่อนๆ แล้วตั้งคำถามให้เลือกข้อถูกที่สุดว่า
ข้อ ก ไอ้โจ้นึกว่านักเรียนนายร้อยเป็นหมาเหมือนมัน
ข้อ ข ไอ้โจ้นึกว่ามันเป็นนักเรียนนายร้อยเหมือนเรา
เพื่อนฝูงพร้อมใจกันเลือกข้อ ข เป็นเอกฉันท์เสียงไม่แตกโดยไม่ต้องล็อบบี้เหมือนพวกคนในสภาหรือ ก.ตร.ที่จนบัดนี้ก็ยังลงมติเลือกตัว ผบ.ตร.ไม่ได้ รวมทั้งคณะกรรมการทั้งหลายอีกด้วย
ครับ...ไอ้โจ้อยู่กับนักเรียนนายร้อยนานๆ มันได้เห็นระเบียบปฏิบัติและธรรมเนียมต่างๆ ของพวกเรา ได้เห็นระบบอาวุโส ดังนั้น มันจึงมีสิทธิขั้นพื้นฐานอันชอบธรรมของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่จะคิดว่าตัวมันเองนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบอาวุโสอันเคร่งครัดของพวกเรานี้ด้วย
มันอยู่โรงเรียนนายร้อยมาก่อนพวกผมตั้งนมนาน เทียบรุ่นแล้วก็เป็นรุ่นพี่แน่นอน ดังนั้นมันจึงมีสิทธิอย่างสมบูรณ์ที่ไม่ต้องให้เกียรติพวกผม แม้มันจะเป็นหมาก็ตาม ตรงกันข้ามเป็นพวกไอ้ตูดหมึกนักเรียนใหม่อย่างผมต่างหากที่ต้องเคารพและให้เกียรติมันในฐานะรุ่นพี่...
ไม่สั่งยึดพื้นก็ดีแค่ไหนแล้ว...โฮ่ง โฮ่ง....
บัญชร ชวารศิลป์



