ไลฟ์สไตล์

จม.ถึงผู้แทน 
ถึง รมว.สุวิทย์

จม.ถึงผู้แทน ถึง รมว.สุวิทย์

23 มี.ค. 2553

"อย่าทำตัวเป็นนักสร้างเขื่อน" คณะสำรวจนิเวศวัฒนธรรมแม่น้ำโขง ลงพื้นที่สำรวจสภาพข้อเท็จจริงแม่น้ำโขง เริ่มตั้งแต่ ปากแม่น้ำเลย อ.เชียงคาน จ.เลย ถึง อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี เป็นเวลา 8 วัน ระหว่างวันที่ 8 -15 มีนาคม 2553 รวมระยะทางกว่า 800 กม.

 สิ่งที่พบจากการสำรวจระบบนิเวศ และจากการพูดคุยกับชาวบ้าน ในส่วนของ อ.เชียงคาน จนถึงอ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย พบว่า สภาพระบบนิเวศสองฝั่งแม่น้ำโขงจะเป็นภูเขา และในลำน้ำโขงจะเป็นแก่งหินสลับกับหาดทราย ซึ่งระยะทางกว่า 100 กม. ในฝั่งไทยมีลำห้วยมากถึง 45 ห้วย เฉลี่ย 2 กม.ต่อห้วย ห้วยขนาดใหญ่จะมีเขื่อนกั้นที่ปากแม่น้ำ ห้วยเล็กๆ น้ำแห้ง ไม่มีน้ำไหลลงแม่น้ำโขง นอกจากนี้ระบบนิเวศบนภูเขาซึ่งเป็นต้นน้ำ ป่าไม้ถูกโค่นเพื่อปลูกพืชไร่ เช่น ข้าวโพด ถั่วดำ มะละกอ ยางพารา ฤดูแล้งน้ำในลำน้ำโขงลดลง
 ถ้าสังเกตจาก อ.ศรีเชียงใหม่ จนถึง จ.มุกดาหาร ริมฝั่งโขงเป็นที่ราบ เหมาะสำหรับปลูกพืชที่ไม่ใช้น้ำมาก เช่น ยาสูบ พริก ห่างจากลำน้ำโขงออกไปประมาณ 5-10 กม. ต้องใช้เครื่องสูบน้ำจากกรมพัฒนาพลังงาน (พพ.) เสียค่าน้ำ 100 บาทต่อชั่วโมง ชาวบ้านบอกว่าไม่คุ้มต่อการลงทุน
 ช่วงฤดูแล้งช่วงเดียวกันนี้ ลำน้ำโขงจะแห้งเป็นปกติ แต่ปีนี้รู้สึกว่าลำน้ำโขงแห้งผิดปกติในรอบ 50 ปี
 ชาวบ้านพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า น่าจะเกิดจากการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำของประเทศจีน รัฐบาลไทยน่าจะพูดคุยกับรัฐบาลจีนถึงปัญหานี้ สิ่งที่ชาวบ้านเห็นตอนนี้คือ ลำน้ำโขงไม่ได้ถูกควบคุมด้วยธรรมชาติ แต่ถูกควบคุมด้วยเขื่อนในประเทศจีน และมีผลกระทบต่อการปรับตัวของการอยู่หากินในช่วงสั้นๆ
 การที่รัฐมนตรีสุวิทย์ คุณกิตติ ออกมาพูดสนับสนุนการสร้างเขื่อน เป็นการตั้งธงเอาไว้ และขาดความรู้ข้อเท็จจริงในระดับพื้นที่ อยากจะถามรัฐมนตรีสุวิทย์ ว่านอกจากคิดสร้างโครงการเขื่อนขนาดใหญ่กั้นแม่น้ำโขงเพื่อผันน้ำ และเสนอให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอีสาน เพื่อหวังจะได้ส่วนแบ่งงบประมาณต่างๆ แล้ว เคยทำประโยชน์และมีข้อเสนอที่แสดงตัวตนถึงนักการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ในฐานะเจ้ากระทรวงบ้างหรือไม่ หรือมีหน้าที่นำทรัพยากรไปใช้ให้หมดในคนรุ่นนี้
นายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์
และคณะสำรวจนิเวศวัฒนธรรมแม่น้ำโขง