
คืนกล้วยไม้สู่ธรรมชาติ (8)
อนึ่ง ภายในสังคมยุคนี้จากช่วงที่ผ่านพ้นมาแล้ว หากมองแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง ดูๆ ไปแล้วทำให้ฉันอดที่จะรู้สึกไม่ได้ว่าภาพสะท้อนเท่าที่ปรากฏออกมาโดยทั่วๆ ไปนั้น เสมือนกับว่ามนุษย์กำลังมุ่งหน้าเอาสิ่งซึ่งตนสร้างขึ้นมาปกคลุมพื้นผิวโลกเอาไว้ให้หมด
ดังที่เรียกกันว่า “ป่าคอนกรีต” แต่ครั้นหวนกลับมามองจากอีกด้านหนึ่งกลับพบว่าจริงๆ แล้วสิ่งซึ่งนำมาใช้ในการก่อสร้างมันก็มาจากผืนแผ่นดิน ดังเช่นที่ภูเขาหมดไปเป็นลูกๆ ป่าไม้ก็หมดด้วย และระวังมนุษย์ก็จะหมดด้วยเช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้ควรนับได้ว่าเป็นพื้นฐานสำคัญของทุกชีวิต
สิ่งที่ฉันกล่าวมาแล้วทั้งหมดน่าจะทำให้เชื่อมั่นได้ว่า แม้มนุษย์จะตกไปอยู่ในสภาพที่เหิมเกริมแค่ไหน ในที่สุดการกระทำของมนุษย์เองมันก็จะหวนกลับมาทำลายตัวเอง อย่างเช่นปัญหาที่กำลังรู้สึกว่า โลกร้อนยิ่งขึ้นซึ่งหลายคนเกิดความรู้สึกทุกข์หนักอยู่ในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม บนพื้นฐานความคิดที่ลืมความสำคัญของธรรมชาติซึ่งอยู่ในรากฐานจิตใจตนเอง อย่างที่กล่าวกันว่า “คนลืมตัว” ถ้าสภาพดังกล่าวเข้าไปปรากฏอยู่ในรากฐานจิตใจบุคคลใด ย่อมคาดการณ์ได้ว่า วันหนึ่งข้างหน้าไม่เร็วก็ช้า บุคคลผู้นั้นคงต้องได้รับผลสะท้อนกลับมากระทบเพื่อสอนให้เป็นบทเรียนและยิ่งมีการเก็บกดไว้นานเพราะความประมาท เมื่อถึงเวลาและจังหวะเหมาะ ก็ยิ่งทำให้จำต้องรับความเจ็บปวดรุนแรงยิ่งๆ ขึ้นไปตามสัดส่วน
เหมือนที่คนหลายๆ คนนิยมพูดกันว่า “กรรมสนองกรรม”
อนึ่ง ในเมื่อมองภาพรวมพฤติกรรมของมนุษย์ที่ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันซึ่งปรากฏให้สัมผัสได้อย่างหลากหลาย ดังนั้นเมื่อได้รับผลกระทบที่สะท้อนกลับมาเป็นบทเรียนแก่ชีวิตตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลใดที่รู้สึกได้ก่อนย่อมเริ่มมีการคิดการพูดกันในทำนองว่า ต้องการคืนสิ่งนั้นสิ่งนี้สู่ป่าหรือสู่ธรรมชาติแม้กระทั่งการคืนกล้วยไม้ที่กำลังสะท้อนภาพอันโดดเด่นอยู่ในช่วงหนึ่งของสังคมปัจจุบัน
แต่การหยิบยกเอาเพียงรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งของพรรณไม้มากล่าวเน้น ย่อมทำให้รู้สึกว่า การหยิบยกประเด็นนั้นมามีการแอบแฝงเอาไว้ด้วยเงื่อนไขให้ต้องค้นหาความจริงต่อไปอีก!
" ระพี สาคริก"



