
ธ.ก.ส.เตรียมรับมือ"ผลไม้" ล้นตลาดใช้สกต.ในเครือข่ายกระจายผลผลิต
ไม่มีใครปฏิเสธว่าวิกฤติผลไม้ล้นตลาดของ 3 จังหวัดภาคตะวันออก ระยอง จันทบุรี และตราด ส่งผลให้ราคาผลผลิตตกต่ำนั้นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องและซ้ำซากทุกปี แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องภาครัฐจะมีมาตรการเตรียมพร้อมอยู่แล้วก็ตาม ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่ามาตร
ด้วยเหตุนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยศูนย์วิจัย ธ.ก.ส.นำโดยดร.อำนวย ปะติเส ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี "ไตรรงค์ สุวรรณคีรี" และ รศ.วิโรจ อิ่มพิทักษ์ ที่ปรึกษาอธิการบดี ม.เกษตรศาสตร์ ในฐานะประธานจัดงานเสวนาเชิงวิชาการร่วมกับทุกภาคส่วนหัวข้อ "การบริหารจัดการผลไม้ภาคตะวันออกในฤดูการผลิต 2553" ณ โรงแรมมณีจันทร์ จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา
ทั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมต่อการจัดการผลผลิต 3 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด และเงาะ ที่กำลังจะออกสู่ตลาดในฤดูการผลิตปีนี้ ซึ่งผลไม้ทุกชนิดจะเริ่มให้ผลผลิตตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนไปจนถึงเดือนมิถุนายน ทั้งยังเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ตลอดจนการทบทวนบทบาทและกลไกบริหารจัดการผลผลิตภายใต้มาตรการแก้ไขปัญหาภาวะล้นตลาดและราคาตกต่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
จากข้อมูลของสมาคมผู้ค้าและผู้ส่งออกผลไม้ไทยพบว่าผลไม้ถือเป็นสินค้าส่งอออกดาวรุ่งของประเทศไทย โดยเฉพาะตลาดส่งออกหลักอย่างจีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย อินเดีย เกาหลี ญี่ปุ่นและประเทศในสหภาพยุโรปและในปี 2553 นี้ ผลไม้มีแนวโน้มการส่งออกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะมังคุดและเงาะ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหาแนวทางเพื่อแก้ไขและบริหารจัดการผลไม้ร่วมกันในทุกภาคส่วนให้สามารถเติบโตได้ในเวทีสากลท่ามกลางข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียนหรืออาฟตา (AFTA)
ไพบูลย์ วงศ์โชติสถิต นายกสมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทย มองว่าการแก้ปัญหาผลไม้ล้นตลาดให้ได้ผลนั้น ควรมุ่งไปที่ตลาดต่างประเทศเป็นหลัก เนื่องจากเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะจีนและฮ่องกง สามารถรองรับได้กว่า 50-60% ของผลผลิตทั้งหมด ในขณะที่อินโดนีเซีย สิงคโปร์และมาเลเซียน่าจับตา เพราะเป็นตลาดใหม่ที่กำลังมาแรงในภูมิภาคอาเซียน
"เมื่อก่อนผลไม้ไทยที่ส่งไปจีนจะอยู่แค่เมืองกวางโจวและมณฑลกวางตุ้ง แต่เดี๋ยวนี้เส้นทางคมนาคมสะดวกมากขึ้น เดินทางระหว่างมณฑลใช้เวลาแค่ 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น การกระจายผลผลิตทำได้รวดเร็วมากขึ้น อย่างทุเรียนและลำไย คนจีนเขาถือว่าโป๊ กินแล้วมีพลัง คนจีนชอบมาก มีเท่าไหร่ขายหมด ขอให้เป็นของดีก็แล้วกัน ปีที่แล้วส่งออกวันละ 70 ตู้คอนเทนเนอร์ยังไม่พอขาย ผมรับรองทุเรียนไม่มีทางถูก ราคามีแต่จะขึ้น โดยเฉพาะการขยายตัวของตลาดจีน" ไพบูลย์เผย
ปัจจุบันการส่งออกผลไม้ไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2552 มีมูลค่ากว่า 5.97 หมื่นล้านบาท เพิ่มจากปี 2551 ร้อยละ 2.3 แยกเป็นผลไม้สดแช่เย็น ผลไม้แช่แข็งและผลไม้แห้ง 1.78 หมื่นล้านบาท ผลไม้กระป๋องและผลไม้แปรรูป 4.19 หมื่นล้านบาท ประเทศคู่ค้าสำคัญได้แก่จีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา และประเทศในสหภาพยุโรป โดยผลไม้ส่งออกที่สำคัญประกอบด้วย ทุเรียน ลำไย เงาะ มังคุด มะม่วง กล้วยและส้ม ตลอดจนผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลไม้
ขณะที่ ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มสมบุญชัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ระบุว่าปัจจุบันผู้บริโภคภายในประเทศเปลี่ยนไปนิยมบริโภคผลไม้จากต่างประเทศมากขึ้น เช่น แอปเปิ้ล สาลี่ ทำให้ไทยสูญเสียตลาดผลไม้ภายในประเทศให้แก่ผลไม้ต่างประเทศบางส่วน ในขณะที่ความชัดเจนในการขายผลผลิตของเกษตรกรทั้งระบบปกติ (มาตรฐานจีเอพี) และระบบเกษตรอินทรีย์ยังไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจนเพื่อกำหนดระดับราคาให้เหมาะสมในแต่ละระดับตลาดและคุณภาพของผลผลิต
"การแก้ไขปัญหาผลไม้ล้น ในระยะสั้นต้องการกระจายผลผลิตออกให้เร็วที่สุด ส่วนระยะกลางถึงยาวต้องเน้นที่การปรับโครงสร้างการผลิตทางการเกษตร เพิ่มปริมาณการบริโภคและการแปรรูปให้สอดคล้องกับผลผลิตซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากพบว่าแนวโน้มผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ความต้องการบริโภคผลไม้ไทยลดลง ซึ่งจากงานวิจัยพบว่าระบบมาตรฐานจีเอพี ยังไม่ประสบความสำเร็จในระดับตลาดทำให้ราคาแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ" ดร.วิศิษฐ์ให้มุมมอง
ส่วน สุรพล จารุพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร เผยถึงการบริหารจัดการผลไม้ในฤดูการผลิตปี 2553 นี้ว่า ขณะนี้รัฐบาลได้จัดตั้งหน่วยงานสำนักเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ปี 2553 ภายใต้กลยุทธ์หลัก 3 ประการตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำ ตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ พร้อมมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรภายใต้งบ คชก.140 ล้านบาท เพื่อเกษตรกรประสบปัญหาผลไม้ล้นตลาด โดยเน้นการแก้ไขผลไม้ให้สอดคล้องกับคุณภาพและเกรดผลไม้ การบริหารโลจิสติกส์ให้ถึงมือผู้บริโภคภายใน 1 วันและสามารถจัดส่งทางไปรษณีย์ให้ได้ โดยเริ่มจากผลไม้ภาคตะวันออก
ด้าน ปราโมทย์ นนทะโคตร รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เพื่อระดมความคิดและวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งกำหนดยุทธศาสตร์หลักเพื่อการบริหารจัดการผลผลิต ตลอดจนทบทวนบทบาทและกลไกการบริหารจัดการผลผลิต ภายใต้มาตรการแก้ไขปัญหาภาวะผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยขณะนี้ผลไม้อยู่ในช่วงติดดอกและจะให้ผลผลิตอย่างเต็มที่ในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า อันจะส่งผลให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาต่ำ เนื่องจากปัญหาปริมาณผลผลิตล้นตลาด การแก้ไขปัญหาจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ระบายผลผลิตต้องอาศัยการบริหารจัดการที่รวดเร็ว มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ ทั้งการกระจายผลผลิตสู่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศโดยเร็วที่สุด
"ลำพังแค่พลัง ธ.ก.ส.อย่างเดียวคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปได้ หากไม่มีการรวมพลังจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ตัวเกษตรกรและผู้ประกอบการส่งออก ซึ่งจะต้องเดินไปในแนวทางเดียวกัน ในส่วนของ ธ.ก.ส.จะขับเคลื่อนผ่านเครือข่ายสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาด (ส.ก.ต.) ของ ธ.ก.ส.ทั่วประเทศ โดยจะระบายผลผลิตให้ดีที่สุดและรวดเร็วที่สุด ภายใต้การกำกับดูแลของศูนย์วิจัย ธ.ก.ส." รองผู้จัดการ ธ.ก.ส.กล่าวทิ้งท้าย
นับเป็นการเตรียมความพร้อมของ ธ.ก.ส.โดยผ่านเครือข่าย สกต.เพื่อรองรับผลผลิตล้นตลาดของผลไม้ภาคตะวันออกที่เป็นปัญหาเกิดขึ้นซ้ำซากต่อเนื่องทุกปีได้อย่างทันท่วงที ภายใต้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
สุรัตน์ อัตตะ



