ไลฟ์สไตล์

พอแล้วรวย - จากจน...ถึง...จนที่สุด

พอแล้วรวย - จากจน...ถึง...จนที่สุด

13 มี.ค. 2553

ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศ “กำลังพัฒนา” ตามการจัดชั้นของประเทศต่างๆ ในโลก ว่ากันง่ายๆ คือประเทศไทยเข้าข่ายเป็นกลุ่มประเทศ “ยากจน”

 โดยวัดจากรายได้ประชากรต่อปีต่อคนที่ได้ไม่ถึง 11,905 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเฉลี่ย 3.5 แสนบาทไทยโดยประมาณ ถ้าหากการจัดชั้นประเทศในโลกนี้เป็น ร่ำรวย และยากจน เพื่อวัตถุประสงค์ให้ประเทศยากจนสามารถพัฒนาก้าวข้ามความยากจนไปเป็นประเทศร่ำรวยแล้วล่ะก็ อาจารย์ยักษ์ก็อยากจะสรุปตรงนี้ว่า

 ตั้งแต่ประเทศไทยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติฉบับที่หนึ่งที่เริ่มใช้ในปี 2504 จวบจนปัจจุบันที่กำลังใช้แผน ฯ 10 อยู่ ประเทศไทยได้พัฒนาจากประเทศ ที่ “จน” มาถึง “จนสุด” แล้วในวันนี้ เพราะในปี 2504 ประเทศไทย “จนแต่เงิน” มิได้จนทรัพยากร มิได้จนน้ำใจ แต่เกือบห้าสิบปีแห่งการพัฒนา เราได้เดินมาถึงจุดที่เรียกว่า “จนครบวงจร” จนทั้งเงิน จนทั้งทรัพยากร จนทั้งน้ำใจ และสุดยอดแห่งความจน “จนปัญญา”

 ประเด็นจนทั้งเงิน จนทั้งทรัพยากร คงไม่ต้องสาธยายอีก เพราะเห็นชัดเจนกันอยู่ว่า น้ำหมด ป่าหมดผลผลิตตกต่ำ แต่ที่น่าอนาถคือสังคมไทย “จนน้ำใจ” มากขึ้นเรื่อยๆ ในการประชุมชาวบ้านร่วมกับหน่วยงานราชการที่อาจารย์ยักษ์ได้รับเชิญไปในฐานะวิทยากร บ่อยครั้งที่พบว่า เมื่อประธานเปิดงานกลับ เหล่าบรรดาข้าราชการก็กลับไปด้วย แทนที่จะอยู่พูดคุยดูแลปัญหาของชาวบ้านที่มีมากมายทั้ง ภัยแล้ง น้ำเสีย เพลี้ยกระโดด ไฟป่า ฯลฯ เข้าทำนอง “เรื่องของเอ็ง ข้าไม่เกี่ยว” “ข้าได้เงินเดือน เลื่อนตำแหน่งก็พอแล้ว” โดยไม่คิดว่าเงินเดือนที่ได้มานั้น ได้มาจากไหน

 อาจารย์ยักษ์คิดไม่ออกว่า ข้าราชการกินเงินเดือนประชาชนโดยไม่คิดจะช่วยหรือทำอะไรให้ประชาชนนั้น อยู่สบายกันได้อย่างไร เห็นแบบนี้อยากจะยุให้คนเลิกเสียภาษีให้หมดบ้านหมดเมือง ดูทีซิข้าราชการยังจะทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน กับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อีกหรือเปล่า อีกหน่วยงานที่เห็นแล้วก็รู้สึกอนาถ เพราะเห็นชัดว่าถึงคราวตกต่ำสุดๆ สถาบันการศึกษาทางเทคโนโลยีของรัฐที่บางชั้นเรียนมีคนเรียนเพียง 3-4 คนเท่านั้น เห็นได้ชัดว่า ประชาชนคนไทยทุกภาคส่วน ได้เดินทางมาถึง “ทางตัน” ปลายทางแห่งการพัฒนาแบบผิดทิศผิดทางพร้อมๆ กัน แต่ก็ยัง “จนปัญญา” เดินหลงทิศต่อไป

 ข้าราชการก็ไม่ยี่หระ สถาบันการศึกษาก็ทอดทิ้งประชาชน ในขณะเดียวกันก็ถูกประชาชนทอดทิ้ง ประชาชนเองก็ถูกทอดทิ้งเช่นกัน เวลามีปัญหา ก็ต้องแก้ปัญหาเอาเองตามมีตามเกิด ลองคิดกันใหม่ว่าหากสามภาคส่วนนี้ จับมือลุกขึ้นมาช่วยกัน อะไรจะเกิดขึ้น ประชาชนส่งลูกหลานมาเรียนที่สถาบันในท้องถิ่น สถาบันท้องถิ่นที่มีเงิน มีอุปกรณ์ ความรู้ และเทคโนโลยีที่จะช่วยเหลือประชาชนแก้ปัญหาในท้องถิ่น โดยมีข้าราชการเป็นหัวเรือใหญ่ “ทางตัน” ก็จะกลายเป็น “ทางสว่าง” เอ !! อาจารย์ยักษ์กำลังฝันกลางวันหรือเปล่า

 ได้ฟังนโยบายปฏิรูปการศึกษารอบสองโดยท่านรัฐมนตรีคนใหม่นายชินวรณ์ บุณยเกีรยติ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาหลายท่านที่ออกมาแสดงวิสัยทัศน์ ก็ต้องยอมรับว่า วิสัยทัศน์กว้างไกล ฟังดูดี แต่มีข้อน่าสังเกตว่าล้วนต้องใช้เงินมหาศาล แถมมีการเสนอให้ทุกโรงเรียนมีสระว่ายน้ำ ฟังแล้วประชาชนตาดำๆ อย่างอาจารย์ยักษ์ที่ถึงคราต้อง “ถูกรีดภาษี” อีกแล้ว

  ชักรู้สึกอยากจะใช้กลยุทธ์เศรษฐีมีหนี้ที่ว่า “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย” กับเขาบ้าง รัฐบาลและข้าราชการที่กำลัง “เพ้อฝัน” จะได้ “ตื่น” และทำตัวให้เป็นประโยชน์เสียที เพราะตอนนี้ประเทศไทย “จนที่สุด” แล้ว และประชาชนที่ต้องเสียภาษีก็กำลังเหมือนปูที่ถูกรีดเลือดจนไม่มีเลือดให้รีดอีกต่อไปแล้ว

อาจารย์ยักษ์ มหาลัยคอกหมู