
คุมเข้มนำเข้ากาแฟลดผลกระทบอาฟตา
เกษตรฯ กำหนดมาตรการควบคุมนำเข้า กาแฟ ลดผลกระทบ อาฟตา หวั่นเกษตรกรสู้ราคาไม่ไหว ชี้ผู้ปลูก โรบัสต้า กระเทือนสุด
นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กาแฟเป็น 1 ใน 4 ชนิดสินค้า นอกเหนือจากข้าว ปาล์มน้ำมัน ไหมดิบ ซึ่งคาดจะได้รับผลกระทบจากพันธกรณีการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟตา (AFTA) เนื่องจากสินค้าเมล็ดกาแฟถูกยกเลิกโควตาภาษีนำเข้าเหลือร้อยละ 5 ขณะที่กาแฟสำเร็จรูปและกาแฟคั่วเหลือร้อยละ 0 ทำให้วิตกกังวลว่าจะมีสินค้ากาแฟจากเพื่อนบ้านทะลักเข้ามาตีตลาดในประเทศมากขึ้น
ดังนั้นกรมจึงหารือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข กำหนดมาตรการรองรับการเปิดตลาดอาฟตา เบื้องต้นได้ร่วมกันจัดระบบบริหารการนำเข้าสินค้ากาแฟโดยใช้มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (เอสพีเอส) อาทิ สินค้าที่นำเข้าต้องมีคุณภาพได้มาตรฐาน ความชื้นไม่เกินร้อยละ 13 มีเอกสารนำเข้า ได้แก่ ใบรับรองสุขอนามัยพืช ใบรับรองปลอดจีเอ็มโอ (GMOs) มีหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าเพื่อป้องกันประเทศที่สามสวมสิทธิ์ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังจำกัดด่านนำเข้า โดยให้นำเข้าได้เฉพาะด่านอาหารและยา (อย.) และด่วนตรวจพืช เวลานำเข้าคือเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ให้มีการวางระบบติดตามการนำเข้าโดยให้ผู้ประกอบการรายงานการนำเข้า การใช้และสต็อกคงเหลือภายใน 1 เดือนหากไม่ดำเนินการจะมีบทลงโทษ ให้กรมศุลกากรวางระบบติดตามสถิตินำเข้าเป็นรายสัปดาห์ รวมถึงระบบติดตามข้อมูลการออกใบอนุญาตโดยกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อเฝ้าระวังและวางมาตรการรองรับต่อไป
นางพิศวาท บัวรา ผอ.สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร กล่าวเสริมว่า ผู้ที่จะได้รับผลกระทบคือ ผู้ปลูกกาแฟโรบัสต้าในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งปัจจุบันมีเนื้อที่เพาะปลูกกว่า 3 แสนไร่ ทั้งนี้ เกษตรกรเองก็ต้องเร่งพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต พร้อมปรับลดต้นทุนให้ต่ำลงเพื่อให้แข่งขันได้



