ไลฟ์สไตล์

กรมสุขภาพจิตเตือนคนเครียดปิดรับข่าวสารแดงบุกกทม.

กรมสุขภาพจิตเตือนคนเครียดปิดรับข่าวสารแดงบุกกทม.

11 มี.ค. 2553

กรมสุขภาพจิต เตือนประชาชน ปิดรับข่าวสารช่วงเสื้อแดงบุก กทม. หวั่นเกิดอาการเครียด

 เมื่อวันที่ 11 มี.ค.53 นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต เป็นประธานเปิดการอบรมการพัฒนาเครือข่ายสื่อมวลชนท้องถิ่นเขตตรวจราชการที่ 17 ที่ โรงแรมลีลาวดี อ.เมือง จ.พิษณุโลก โดยมีสื่อมวลชนท้องถิ่น สาขาวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น และประชาสัมพันธ์จังหวัด 5 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก เพชรบูรณ์ ตาก สุโขทัย และอุตรดิตถ์ เข้าร่วมอบรมจำนวนกว่า 50 คน

 นายแพทย์เกียรติภูมิ  กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมไทย กำลังเผชิญกับปัญหาวิกฤติหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ที่กำลังส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต และสุขภาพจิตของ คนไทยเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ปัญหาสุขภาพจิต และปัญหาสังคมมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เวลาที่สังคมมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปากท้อง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การขัดแย้งทางความคิด ความรุนแรง การมีสมาชิกในครอบครัวเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง โรคร้ายแรง โรคทางจิตเวช ติดสุรา พิการ ลูกมีปัญหา การเรียนหรือพฤติกรรม ล้วนส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของประชาชนทั้งสิ้น

 ในทางกลับกันการที่คนในสังคมมีปัญหาสุขภาพจิต ก็มักจะส่งผลให้สังคมมีความเกื้อกูลกันน้อยลง ขาดความเมตตาและความเอื้ออาทรต่อกัน กลายเป็นสังคมที่ ไม่น่าอยู่ การแก้ปัญหาสุขภาพจิตและการทำให้สังคมมีความน่าอยู่ ผู้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายทั้งบุคลากรภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ประชาชนนำความรู้ในการเสริมสร้างพลังสุขภาพจิต ฝ่าวิกฤติในสถานการณ์ปัจจุบัน สามารถปรับตัวอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ลดความตึงเครียดในจิตใจ และช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพจิต และความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น

 รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ยังกล่าวถึงปัญหากลุ่มคนเสื้อแดงที่จะบุกยึดกรุงเทพว่า ส่งผลให้คนในกรุงเทพฯ เครียด ต้องพยายามหาทางร่วมมือในการแก้ไขความขัดแย้งทางความคิดทางการเมือง อยากพูดถึงคนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง น่าเป็นห่วงมาก อยากให้อยู่กับบ้าน อย่าเข้าไปเกี่ยวข้อง อยากบอกให้มีสติ ต้องประเมินตัวเองว่า ถ้าดูข่าวหรือรับข่าวสารกลุ่มคนทั้งเสื้อแดงและเสื้อเหลืองแล้วภาวะเครียด ขอให้ปิดทีวี หยุดรับข่าวสารทั้งหมด แล้วออกไปเดินเล่นอยู่กับธรรมชาติภาวะเครียดจะหมดไป เพราะความเครียดดังกล่าวเป็นความเครียดชั่วคราว อยากขอความร่วมมือกลุ่มไม่เกี่ยวข้อง ขอให้มีพลังเข้มแข็ง ประเทศชาติเราต้องเดินหน้า เหตุขัดแย้งภาครัฐกลไกสำคัญจะต้องแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์

 อัตราการฆ่าตัวตาย ในปี 2551 เรามีปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ คาดการว่าในปี 2553 อัตราการฆ่าตัวตายจะต้องเพิ่มขึ้น เพราะจากการคาดการณ์จากเหตุวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ก็พบว่าอัตราการฆ่าตัวตายมีมากขึ้นในปี 2542 มีอัตราฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น ปีละ 3 , 000 คน ถ้าจากการประเมินสถานการณ์ ถ้าเราไม่ทำอะไรเราอัตราคนฆ่าตัวตายจะเพิ่มจากปีลบะ 3 , 000คนพิ่มเป็น 5 , 000-6 , 000 คนต่อปี ดังนั้นสื่อท้องถิ่นจึงมีบาทบาทสำคัญมาช่วยเหลือตรงจุดนี้

 ด้าน นางสาวจันทร์ศรี ทองขาว ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 9 กล่าวว่า นับตั้งแต่ พ.ศ.2550 จนถึงปัจจุบัน มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากมายในสังคมไทย ที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของคนในสังคมเป็นอย่างมาก เช่น วิกฤติความขัดแย้งทางการเมือง วิกฤติเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ รวมถึงผลพวงต่อเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจที่ลุกลามบานปลายเป็นปัญหาใหญ่ ที่กระทบต่อสุขภาพจิตของคนไทยทั่วทั้งประเทศ จนก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตที่รุนแรง

 ข้อมูลการฆ่าตัวตายสำเร็จของประเทศไทย พบว่า ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจรอบที่ 2 คือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 เป็นต้นมา มีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จเพิ่มขึ้นเป็น 5.95 และ 5.96 ต่อประชากรแสนคนในปี พ.ศ. 2550 และ 2551 ตามลำดับ สำหรับในปี พ.ศ. 2552 มีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จ 5.72 ต่อประชากรแสนคน และคาดการณ์ว่าในช่วง 10 ปีต่อไปประเทศไทยและประเทศต่างๆ จะประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลให้อัตราการฆ่าตัวตายอาจมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นจากจำนวนปัจจุบัน