
ฟื้นนาร้างปลูกข้าว "หอมกระดังงา" เพิ่มรายได้ชาวบ้านโคกอิฐ-โคกใน
เราเคยมาโคกอิฐ-โคกใน มาดูเขาชี้ตรงนั้นๆ เขาทำเขาได้แค่ 5 ถัง 10 ถัง แต่ตอนนี้ได้ขึ้นไปถึง 40-50 ถัง ก็ใช้ได้แล้ว ต่อไปดินก็จะไม่เปรี้ยวแล้ว เพราะว่าทำให้เปรี้ยวเต็มที่แล้วโดยที่ขุดอะไรๆ ทำให้เปรี้ยวแล้วก็ระบาย รู้สึกนับวันเขาจะดีขึ้น อันนี้สิ เป็นชัยชนะ
นายปรีชา โพธิ์ปาน ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรมพัฒนาที่ดิน กล่าวถึงการดำเนินงานเพื่อสนองพระราชดำริการปลูกข้าวว่า เดิมพื้นที่บ้านโคกอิฐ-โคกใน 2 อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เกษตรกรประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก แต่ประสบกับปัญหาดินเปรี้ยวจัด ข้าวให้ผลผลิตเพียง 15-20 ถัง/ไร่ ในปี 2533 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือเกษตรกรโดยแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวจัด ให้สามารถปลูกข้าวได้ดังเดิม โดยนำผลสำเร็จจากโครงการแกล้งดินไปถ่ายทอดสู่บ้านโคกอิฐ-โคกใน เป็นแห่งแรกของการปรับปรุงพื้นที่ดินเปรี้ยว จำนวน 500 ไร่ จากนั้นพระองค์ได้เสด็จฯ ทอดพระเนตรติดตามผลการดำเนินงานมาโดยตลอดเพื่อสานงานต่อเสด็จพ่อ โดยเกษตรกรบ้านโคกอิฐ-โคกใน ปลาบปลื้มใจอย่างยิ่ง มีกำลังใจที่จะฟื้นผืนดินให้ใช้ประโยชน์ต่อไป
ปัจจุบันศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้พัฒนาปรับปรุงพื้นที่ดินเปรี้ยวโดยเฉพาะการฟื้นฟูพื้นที่นาร้างบ้านโคกอิฐ-โคกใน เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรได้ปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองหอมกระดังงา จำนวน 461.72 ไร่ และในแต่ละปี งานพัฒนาที่ดิน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ได้จัดให้มีกิจกรรมเกี่ยวกับการปลูกข้าวมาอย่างต่อเนื่อง โดยเกษตรกรบ้านโคกอิฐ-โคกใน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น คณะครู-นักเรียนในบริเวณใกล้เคียง มาร่วมกิจกรรมกันอย่างมากมาย
ผอ.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง เผยต่อว่าในปีพ.ศ. 2543 ได้จัดตั้งโรงผลิตข้าวซ้อมมือบ้านโคกอิฐ-โคกใน โดยมีสมาชิกผู้ปลูกข้าวในโครงการจำนวน 20 คน เริ่มแรกสมาชิกในโครงการได้ร่วมแรงกันจัดทำโรงเรือน จนสามารถผลิตข้าวซ้อมมือส่งจำหน่ายได้ สมาชิกกลุ่มได้รับซื้อข้าวเปลือกพันธุ์หอมกระดังงา ซึ่งเป็นข้าวพื้นเมืองของอำเภอตากใบ ลักษณะเด่น คือ เมื่อนำไปกะเทาะเปลือกออกจะได้เมล็ดข้าวสีแดงเลือดหมู และเมื่อหุงสุก ข้าวจะนิ่ม มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่มีข้าวชนิดใดเหมือน และเป็นการนำภูมิปัญญาไทยในการสีข้าวด้วยครกโบราณ ตำข้าวด้วยครกกระเดื่องมาใช้ให้เกิดประโยชน์
"เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ผ่านมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ ทรงติดตามผลการดำเนินงานพื้นที่ปลูกข้าวบ้านโคกอิฐ-โคกใน ทรงหว่านปุ๋ยลงในแปลงนาข้าว และทรงทอดพระเนตรขั้นตอนการผลิตข้าวซ้อมมือของสมาชิกกลุ่มผลิตข้าวซ้อมมือบ้านโคกอิฐ-โคกใน ทำให้เกษตรกรในพื้นที่รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีความห่วงใยเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง" นายปรีชาเผยความรู้สึก
ปัจจุบันโรงผลิตข้าวซ้อมมือบ้านโคกอิฐ-โคกใน สามารถผลิตข้าวซ้อมมือได้ประมาณ 400 กิโลกรัมต่อเดือน (ราคาขายข้าวหอมกระดังงา กิโลกรัมละ 40 บาท และข้าวสังข์หยด กิโลกรัมละ 50 บาท) คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ย 16,000-20,000 บาทต่อเดือน โดยได้จัดสรรรายได้ให้แก่สมาชิกร้อยละ 80 และนำเข้ากลุ่มร้อยละ 20 ของผลกำไรทั้งหมด จากวันนั้นจนวันนี้ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทำให้ชาวบ้านโคกอิฐ-โคกใน มีชีวิตที่ดีขึ้นตามลำดับ
"สุรัตน์ อัตตะ"



