
สพฐ.สอบผู้บริหารระดับสูงสร้างสรรค์หรือทำลาย
ตามที่ สพฐ.มีนโยบายด้านการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา โดยกำหนดให้มีการสอบเพื่อประเมินความรู้ ความสามารถของครู ผู้บริหารโรงเรียน เเละศึกษานิเทศก์ ทั่วประเทศในเดือนมีนาคม 2553 นั้น ที่ประชุมศึกษานิเทศก์ก็มีความเห็นร่วมกันว่า
การสอบไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด ในการพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ และมีประสบการณ์สูง เช่นครูผู้บริหารโรงเรียนเเละศึกษานิเทศก์ เพราะบุคลากรดังกล่าวได้มีช่องทางในการพัฒนาตามระบบซึ่งเป็นที่ยอมรับในวงการวิชาชีพอยู่เเล้ว คือ การพัฒนาผลงานทางวิชาการ เพื่อเลื่อนระดับปรับตำแหน่ง
ซึ่งเป็นเเนวทางที่ส่งเสริมความเจริญงอกงามทางวิชาชีพ เเต่การบังคับให้ทุกคนต้องสอบเพื่อค้นหาความอ่อนด้อยของตนเองนั้น นอกจากจะเป็นวิธีการทำลายขวัญเเละกำลังใจของข้าราชการครูอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเเล้ว ยังไม่สามารถเป็นตัวชี้วัดได้ว่าผู้ที่ได้คะเเนนจากการตอบข้อสอบสูง จะมีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานสูงกว่าผู้ที่ได้คะแนนจากการสอบต่ำกว่า
อนึ่ง วิธีการพัฒนาทักษะวิชาชีพสำหรับข้าราชการครูในประจำการที่เหมาะสมเเละเป็นวิธีการที่เเสดงถึงการยกย่องยอมรับในศักดิ์ศรีของวิชาชีพนั้น มีหลายหลากวิธีดังเช่นที่อาจารย์ระดับมหาวิทยาลัยได้รับการส่งเสริมจากต้นสังกัดให้ศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ไปศึกษาต่อหรือดูงานต่างประเทศ การให้ลงทุนวิจัยพัฒนางาน เเละการเลื่อนระดับปรับตำเเหน่งด้วยการทำผลงานทางวิชาการ ฯลฯ
ซึ่งผู้ที่เข้าสู่ระบบพัฒนา จะมีความก้าวหน้าทางวิชาชีพสูงขึ้น เเต่การสอบเพื่อประเมินครูเเละศึกษานิเทศก์ตามวิธีการของ สพฐ. ในโครงการไทยเข้มเเข็ง SP2 นั้น เป็นการบั่นทอนความภาคภูมิใจ สร้างความรู้สึกตกต่ำในเชิงวิชาชีพเกิดความเครียดเสียงบประมาณอย่างไม่คุ้มค่า จึงเป็นวิธีคิดเเละวิธีการที่ไม่เหมาะสม เเละไม่ตรงตามความต้องการของครูเเละศึกษานิเทศก์อย่างสิ้นเชิง
ดังนั้น เพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพครูเเละบุคลากรทางการศึกษา ด้วยวิธีการที่สอดคล้องกับความต้องการในพัฒนาอย่างเหมาะสม ต้นสังกัดควรที่จะนำเสนอหัวข้อ เเละวิธีการพัฒนาที่หลากหลาย มาให้เป็นทางเลือกที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ขอรับพัฒนาหรือจัดหลักสูตรเเละชุดฝึกอบรมให้พัฒนาตนเองไม่ใช่การบังคับให้ทุกคนมีพื้นฐาน เเละประสบการณ์ต่างกันต้องสอบเหมือนกัน เพราะนอกจากจะเป็นวิธีที่ไม่สร้างสรรค์ ผิดหลักวิชา เเล้วยังเเสดงให้เห็นถึงการขาดวุฒิเเละคุณวุฒิทักษะเเละเทคนิคในเชิงบริหารอีกด้วย
ที่ประชุมเห็นว่า การเสนอเเนวคิดที่ไม่เห็นด้วยต่อการสอบเพื่อประเมินความรู้ความสามารถของครู ผู้บริหารโรงเรียน เเละศึกษานิเทศก์ในครั้งนี้ มิใช่เป็นการหวั่นการประเมินหรือขัดต่อนโยบายอย่างไร้เหตุผล เเต่เป็นการปกป้องศักดิ์ศรีของผู้ประกอบวิชาชีพสร้างคนที่มีคุณภาพให้แก่ประเทศชาติ เเละคำนึงถึงขวัญกำลังใจของข้าราชการครูที่ปัจจุบันมีภาระงานล้นมือเเละกำลังประสบกับภาวะวิกฤติทางวิชาชีพอย่างหนัก ควรที่จะได้รับการดูเเลให้เกียรติเเละยกย่องอย่างเหมาะสมมากกว่านี้
ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ สพฐ.จึงควรทบทวน ปรับเปลี่ยนเเนวคิด เเละวิธีการพัฒนาครูผู้บริหารโรงเรียน เเละศึกษานิเทศก์ ด้วยวิธีการสอบเพื่อจัดเกรดหรือคัด "มาสเตอร์" ของเเต่ละประเภท เเล้วการที่ กค.อนุมัติให้ครูเเละบุคลากรทางการศึกษาดังกล่าว ที่ผ่านมาการประเมินคุณภาพการปฏิบัติงาน และทำผลงานวิชาการมีวิทยฐานะในระดับต่างๆ นั้น จะมีความหมายอะไรอีก เเต่หากจะจัดการสอบเพียงเพื่อให้งบประมาณไทยเข้มแข็ง SP2 ให้หมดไป ก็นับว่าน่าเสียดายงบประมาณแผ่นดินที่ถูกข้าราชการนำมาใช้อย่างไม่สมเหตุสมผล
อนึ่ง การจับครูบรรจุใหม่มาสอบเเข่งขันกับครูเชี่ยวชาญหรือครูเชี่ยวชาญพิเศษ ก็คงไม่เเตกต่างจากการจับนักเรียนระดับอนุบาลมาสอบเเข่งขันกับนักเรียนระดับ ม.6 เเค่คิดก็ผิดเเล้ว สพฐ.ยังจะดันทุรังทำอีกหรือ เก็บงบประมาณไว้ซื้อหนังสือหลักการวัดเเละประเมินผลมาเเจกให้อ่านกันจะเป็นประโยชน์มากกว่า
คณะศึกษานิเทศก์
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1-3



