ไลฟ์สไตล์

เป็นสุขก่อนตายกับ"สะพานรุ้ง"
วาระสุดท้ายเด็กผู้ป่วยมะเร็ง

เป็นสุขก่อนตายกับ"สะพานรุ้ง" วาระสุดท้ายเด็กผู้ป่วยมะเร็ง

13 มี.ค. 2552

“ใครๆ ก็ไม่สามารถหลีกหนีความตายได้ แต่ใช่ว่าทุกคนจะมีความสุขก่อนวันตายไม่ได้” นี่เป็นจุดเริ่มต้นแนวคิดดีๆ ของ “อ.ทิพภากร รังคสิริ” ทีมงานมูลนิธิสายธารแห่งความหวัง (Wishing Well Foundation) ที่ร่วมกับ ภาควิชาเทคโนโลยีการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษ

คิดค้นผลิตสื่อเพื่อการเรียนรู้สุดท้ายของชีวิต แก่เด็กผู้ป่วยมะเร็ง ใน “โครงการสะพานรุ้ง” ด้วยความหวังสร้างสุข สร้างรอยยิ้ม ผ่านหลักธรรม แก่เด็กผู้ป่วยโรคมะเร็งในวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งขณะนี้มีเด็กผู้ป่วยโรคมะเร็งตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 15 ปี กว่า 1 หมื่นคน และทุกๆ ปี มีเด็กผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่ ปีละ 1,000 คน
 จากการทำงานเป็นหนึ่งในอาสาสมัครมูลนิธิสายธารแห่งความหวัง และได้มีโอกาสติดตาม รศ.นพ.ดร.อิศรางค์ นุชประยูร หน่วยโลหิตวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะเลขาธิการมูลนิธิ ไปพูดคุยกับพ่อแม่ และเด็กผู้ป่วยโรคมะเร็งขั้นสุดท้าย ทำให้พบว่า พ่อแม่ต่างมีภาวะบีบคั้น และมีปัญหาครอบครัว เช่น พ่อทนอยู่กับสภาพแวดล้อมหดหู่ไม่ได้ จนต้องทิ้งแม่ให้เผชิญชะตากรรมกับลูกน้อยเพียงลำพัง หรือภาวะทางการเงิน สภาพแวดล้อม ทุกอย่างรอบๆ ตัวเด็ก ล้วนกระตุ้นให้พวกเขาจากไปเร็วขึ้น สื่อเพื่อการเรียนรู้ของเด็กกลุ่มนี้ จึงต้องเป็นสื่อที่ทำให้พวกเขามีความสุข ความทรงจำดีๆ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และยกระดับจิตวิญญาณผ่านหลักธรรม ก่อนที่พวกเขาจากลาโลกใบนี้ไป
 แนวคิดสร้างสื่อ “สะพานรุ้ง” เพื่อการเรียนรู้ครั้งสุดท้าย เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2551 กระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา  “โครงการทำดีทุกวัน จากดีแทค ร่วมกับ ซอฟท์สแควร์กรุ๊ป” ได้ยื่นมือมาร่วมสนับสนุน ส่งเสริมนวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ที่มุ่งบริบาลและให้คุณภาพชีวิต ทั้งทางร่างกาย อารมณ์ จิตวิญญาณของผู้ป่วย แก่เด็กผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่บ้าน ตลอดจนครอบครัว โดยนำหลักพระพุทธศาสนา วัฒนธรรมไทย มาผสานกับหลักทางการแพทย์ และเทคโนโลยีการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้
 “สื่อชิ้นแรกที่กำลังทำอยู่ คือ Toolkit หรือกระเป๋าบรรจุคู่มือพ่อแม่ คู่มือบริบาล ซีดี เทปธรรมะ ภาพยนตร์ที่ปรับแต่งเนื้อหาให้สอดคล้องกับหลักธรรม กิจกรรมการปล่อยนก ปล่อยปลา การทำบุญตักบาตร ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพราะเด็กกลุ่มนี้ บางคนอาจไม่สามารถเดินได้ คาดว่าเดือนพฤษภาคมนี้ จะสามารถจ่ายแจกไปยังโรงพยาบาลหรือศูนย์การแพทย์ที่เปิดรักษาโรคมะเร็งในเด็ก ก่อน 100 ชุด”
 นอกจากนี้จะเปิดเว็บไซต์ให้กลุ่มพ่อแม่มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน และจัดทำบทเพลงสุดท้ายให้แก่น้องๆ เพราะช่วงชีวิตสุดท้ายของน้องๆ กลุ่มนี้ มีเพียงหูเท่านั้นที่ได้ยิน การทำให้พวกเขามีความทรงจำ จินตนาการ นึกถึงแต่สิ่งดีๆ ก่อนตาย ตามหลักศาสนา เชื่อว่าทำให้พวกเขาเกิดมาในชาติภพหน้าจะเจอแต่สิ่งดีๆ เหมือนที่คิดไว้
  รศ.นพ.ดร.อิศรางค์ อธิบายว่า ในแต่ละปีมีเด็กผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่ปีละ 1,000 คน มีเพียง 50%เท่านั้นที่หายขาด ส่วนอีก 50% จบชีวิตลง และช่วงระยะเวลาสุดท้ายของชีวิต เด็กเหล่านี้มักต้องการอยู่บ้าน ทำในสิ่งที่พวกเขาอยากจะทำ แต่ก็มีบางคนที่หดหู่ ไม่ไหวที่จะต่อสู้กับโรคร้าย “สื่อสะพานรุ้ง” จึงเป็นเสมือนสื่อกระตุ้นให้พวกเขาลุกขึ้นสู้ ใช้ชีวิตตามแบบฉบับที่อยากทำ อยากลอง และทำทุกช่วงวินาทีชีวิตให้มีความสุขที่สุด ถือว่าเป็นกิจกรรมดีๆ ที่ช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ รวมไปถึงพ่อแม่ให้มีความสุข และความทรงจำดีๆ
 เช่นเดียวกับ รศ.สุรชัย ประเสริฐสรวย อาจารย์ภาควิชาเทคโนโลยีการศึกษา มก. หนึ่งในผู้ผลิตสื่อ บอกว่า จุดประสงค์ของโครงการ ต้องการสร้างฝัน และช่วยเหลือเด็กผู้ป่วยโรคมะเร็งขั้นสุดท้ายให้มีความสุขในช่วงชีวิตเวลาสั้นๆ สื่อแต่ละสื่อที่ผลิตขึ้น ล้วนเป็นสื่อ กิจกรรม ที่เด็กๆ ต้องการ และปลูกฝังหลักธรรมให้แก่เด็กน้อยเหล่านี้ ได้พบเจอแต่สิ่งดีๆ จึงอยากให้ทุกคนในสังคมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบความสุขดีๆ เหล่านี้ให้แก่เด็กน้อยกลุ่มนี้
 ร่วมกันเติมเต็ม ความทรงจำดีๆ และร่วมส่งเด็กน้อยข้ามสะพานรุ้ง ติดต่อได้ที่ มูลนิธิสายธารแห่งความหวัง โทร.0-2677-4117 หรือ http://www.wishingwellthai.org/ หรือ [email protected]

       0 ชุลีพร อร่ามเนตร 0