
ย้อนรอย6ปี"ยางพาราล้านไร่"เงินเริ่มสะพัดสู่อีสาน-เหนือ
ตามที่รัฐบาลดำเนินโครงการขยายพื้นที่ปลูกยางพารา 1 ล้านไร่ จำนวน 90 ต้น ในพื้นที่ 36 จังหวัดภาคเหนือและภาคอีสาน ที่ดำเนินการปลูกช่วงระหว่างปี 2547-2549 นั้น หากคำนวณระยะเวลาในดำเนินโครงการระยะแรกในปี 2547 ที่บริษัท เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด เครือเจริญ
ได้รับคัดเลือกจากกรมวิชาการเกษตรเป็นผู้ผลิตและมอบกล้าพันธุ์ยางพาราคุณภาพ 15.2 ล้านต้น ให้แก่เกษตรกร จากทั้งหมดตามสัญญาส่งมอบระยะแรก 18 ล้านต้น ทำให้ต้นยางพารา 15.2 ล้านต้น มีอายุ 6 ปีแล้ว ซึ่งตามหลักวิชาการยางพาราพันธุ์ อาร์อาร์ไอเอ็ม 600 (RRIM 600) ต้องมีอายุ 7 ปี หรือมีขนาดเส้นรอบวงของลำต้น 50 ซม. จึงจะกรีดได้ แต่ปรากฏว่า ขณะนี้มีเกษตรที่ร่วมโครงการระยะแรกทยอยกรีดกันแล้ว ทำให้มีเม็ดเงินเริ่มสะพัดเข้าในพื้นหลายท้องถิ่นด้วยกัน
อย่าง นายหล้า พรหมเกตุ ประธานสหกรณ์กองทุนสวนยางพาราผาน้อย จำกัด ต.ผาน้อย อ.วังสะพุง จ.เลย ผู้ซึ่งร่วมโครงการระยะแรกในปี 2547 ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เริ่มเปิดกรีดยางพาราตั้งแต่อายุเพียงเข้าสู่ปีที่ 5 เท่านั้น คือเริ่มกรีดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2552 จำนวน 10 ไร่ 760 ต้น กรีดวันเว้นวัน ได้ผลผลิตเฉลี่ยวันละ 20 แผ่น หรือ 20 กก. ปัจจุบันราคายางพาราอยู่ที่ กก.ละ 90 บาท ส่งผลให้มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 2.7 หมื่นบาท เขาให้เหตุผลว่า ที่สามารถเปิดกรีดยางได้ เพราะวัดเส้นรอบวงของต้นได้ 50 ซม.นั่นเอง
“การปลูกยางพารา เรื่องอายุกี่ปีไม่เกี่ยวหรอกครับ ขอให้วัดรอบต้นได้ 50 ซม. ต้นยางผมโตดีมาก และสม่ำเสมอทุกต้น เพราะผมดูแลเอาใจใส่อย่างดี ตอนนี้ผมมีรายได้ที่น่าพอใจมาก เพราะผมเกิดมาทั้งชีวิต ทำทุกอย่างมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ หรือปลูกต้นไม้ จนอายุปูนนี้แล้ว สู้ปลูกยางพาราไม่ได้ ยางพาราขายได้ทุกวัน เปรียบเสมือนเป็นต้นไม้ทิพย์ ที่ให้ผลคุ้มค่า ต่อไปเกษตรกรที่ปลูกจะได้ลืมตาอ้าปากได้อย่างแน่นอน ภาครัฐควรจะหันมาใส่ใจและสนับสนุนโครงการอย่างนี้” นายหล้า กล่าว
ด้าน นายทรงศักดิ์ ประจงจัด นายกสมาคมชาวสวนยางจังหวัดเลย กล่าวว่า ตอนนี้ทราบว่าเกษตรกรที่ปลูกยางพาราในโครงการขยายพื้นที่ปลูกยางพารา 1 ล้านไร่ ใน จ.เลย มีการกรีดมาบ้างแล้ว บางรายมีต้นยางพาราได้ขนาดเส้นรอบวง 50 ซม. แต่บางรายมีขนาดเท่าหน้าแข็งก็มีการกรีดเช่นกัน เพราะราคายางท้าทาย ตรงนี้น่าเป็นห่วง หากต้นยางไม่ได้ขนาดมาตรฐานที่จะกรีดอาจส่งผลเสียในอนาคตได้
"ของผมไม่ได้ร่วมโครงการ แต่ผมปลูกเอง มียางพันธุ์อื่นที่มาจากภาคใต้ ปลูกมาตั้งแต่ปี 2547 ลำต้นมีขนาดใหญ่กว่าที่บางคนกรีดแล้ว แต่ผมยังไม่กรีด คิดว่าจะกรีดในปีหน้า ซึ่งต้นยางมีอายุได้ 7 ปี และขนาดต้องได้เส้นรอบวงของลำต้น 50 ซม.ก่อน เพื่อป้องกันมีปัญหาทีหลัง" นายทรงศักดิ์กล่าว
ขณะที่ นายสำเลา สมบูรณ์ เกษตรกรชาวสวนยางพาราที่ร่วมโครงการเมื่อปี 2547 ปลูกในพื้นที่ ต.ทรายขาว อ.วังสะพุง จ.เลย กล่าวว่า ต้นยางที่ร่วมโครงการโตเร็วมาก มีเส้นรอบวงเฉลี่ยที่ 53 ซม. พอกรีดแล้ว ให้น้ำยางเป็นอย่างดี หากเกษตรกรเปิดกรีดได้แล้วสร้างรายได้ที่ดี และเกิดความมั่นคงแก่อาชีพไปอีก 25 ปี
“กล้ายางที่ผมรับในปี 2547 เป็นกล้าพันธุ์ที่สมบูรณ์ ปลูกแล้วโตเร็วเกินคาด เพราะปกติต้นยางอายุ 6 ปี จะไม่โตเท่านี้ ทำให้ผมรู้สึกพึงพอใจมาก ขนาดกรีดมาไม่นาน วันนี้ครอบครัวผมอยู่ดีกินดีกว่าแต่ก่อน ต่อไปนี้ผมไม่ต้องทิ้งครอบครัวไปทำงานที่ไหนอีก ผมขอฝากเพื่อนเกษตรกรที่กำลังคิดจะปลูกยางพาราในปีนี้ว่า ท่านเดินทางมาถูกแล้ว ยังไม่สายครับ" นายสำเลากล่าวอย่างภาคภูมิใจ
ส่วน นายชุม เสาหิน เกษตรวัย 66 ปี ที่ร่วมโครงในปี 2547 มีสวนยางพาราที่ ต.เสาหิน กิ่ง อ.ภูซาง จ.พะเยา กล่าวว่า ปลูกยางพาราทั้งหมด 760 ต้น เริ่มกรีดตอนต้นยางมีอายุได้ 5 ปี ตอนนี้สามารถกรีดได้แล้ว 200 ต้น เป็นการกรีดวันเว้นวัน ทำเป็นยางแผ่นได้วันละ 8 แผ่น หรือ 8 กก. ราคา กก.ละ 90 บาท มีรายได้เฉลี่ยวันละ 720 บาท เดือนละ 10,800 บาท
นับเป็นอีกโครงการหนึ่งที่สร้างความมั่นคงให้แก่เกษตรกร หลังจากที่มองผิดๆ ว่า ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่เหมาะกับพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกมายาวนาน
อีก3ปีเงินสู่ท้องถิ่นกว่า 2.8 หมื่นล้าน
นายขุนศรี ทองย้อย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพีเอส) ซึ่งรับผิดชอบด้านกล้ายางพาราของซีพีเอส กล่าวว่า ในฐานะที่ซีพีเอสได้มีส่วนร่วมในโครงการขยายพื้นที่ปลูกยางพารา 1 ล้านไร่ ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ผลิตและมอบกล้าพันธุ์ยางพาราคุณภาพให้แก่เกษตรกรส่วนหนึ่ง แม้ที่ผ่านมาจะมีปัญหาบ้าง และขณะนี้หมดภาระหน้าที่กันแล้วก็ตาม แต่ซีพีเอสไม่ได้ทอดทิ้งเกษตรกรร่วมโครงการ ตลอดยระยะเวลาที่ผ่านมา ได้ติดตามการผลิต คอยแนะนำเกษตรกรมาตลอด จึงทราบว่า ผู้ที่ได้รับกล้ายางไปปลูกในปี 2547 บางส่วนสามารถเปิดกรีดได้แล้วราว 5-10% ถือว่าเป็นการเปิดกรีดที่รวดเร็วกว่าปกติที่กำหนดไว้ 7 ปี เนื่องจากเกษตรกรมีการเอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างดี ประกอบกับเกษตรกรได้กล้ายางพันธุ์ดีที่ได้มาตรฐานด้วย จึงทำให้ต้นยางพาราโตเร็วมีขนาดเส้นรอบวงของลำต้น 50 ซม.
อย่างไรก็ตาม ภายในปี 2557 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า คาดการณ์ว่า ผู้ที่ร่วมโครงการขยายพื้นที่ปลูกยางพารา 1 ล้านไร่ (ภาคเหนือ 3 แสนไร่ ภาคอีสาน 7 แสนไร่) จะสามารถกรีดได้ 100% หากวัดจากราคายางแผ่นดิบรมควันชั้น 3 ณ ปัจจุบัน กก.ละ 100 บาทนั้น จะทำให้เกิดเงินสะพัดในพื้นที่ร่วมโครงการ มีมูลค่าถึง 28,700 ล้านบาท เป็นภาคเหนือ 8,610 ล้านบาท ภาคอีสาน 20,090 ล้านบาท ที่สำคัญจะทำให้เกษตรกรในพื้นที่ร่วมโครงการเกิดความมั่นคงในอาชีพตลอดยาวนานถึง 25 ปีที่ยางพาราสามารถกรีดได้ และยังส่งผลต่อการลดปัญหาการย้ายถิ่น ลดปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่ ตลอดจนแก้ปัญหาสภาพแวดล้อมที่ดีด้วย
“เท่าที่ผมลงในพื้นที่ พบว่า บางแห่งการเจริญเติบโตของต้นยางที่เกษตรกรรับไปปลูกเจริญเติบโตดีกว่ามาตรฐาน คือจากกำหนดเดิมที่เกษตรกรจะต้องกรีดในปีที่ 7 ถึงปีที่ 8 แต่บางรายเพียงเข้าปีที่ 6 เกษตรกรเริ่มกรีดแล้ว เพราะลำต้นได้มาตรฐาน คือ เส้นรอบวง 50 ซม. ตรงนี้เป็นการพิสูจน์ได้ว่า ยางที่เกษตรกรรับมาจากโครงการได้มาตรฐาน คุณภาพดี และการเจริญเติบโตสม่ำเสมอดีทุกต้น" นายขุนศรีกล่าว
ดลมนัส กาเจ



