
อีโค คาร์ จากเจนีวา -กม.22
เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2553 ที่ผ่านมา ในงานแสดงรถยนต์ระดับนานาชาติที่กรุงเจนีวา ครั้งที่ 80 หรือเราคุ้นหูกันดี ว่า เจนีวา มอเตอร์โชว์ คาร์ลอส กอส์น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด ขึ้นเวที
แถลงผลงานใหม่ล่าสุดของนิสสัน โดยการเปิดโฉมรถมาร์ช รุ่นใหม่ของบริษัท ซึ่งนับเป็นรุ่นที่ 4 ของรถยนต์สำหรับขับขี่ในเมือง ถือเป็นการเปิดตัวรถอย่างเป็นทางการที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมในบ้านเรา เพราะมันคือ รถในโครงการส่งเสริมการผลิตของรัฐบาล เรียกว่า อีโคคาร์ ที่หลายคนจับตามอง
คาร์ลอส กอส์น เปิดตัวรถของจริง สเปกจริงในเมืองไทย ไม่ต้องไปสงสัยอะไรให้มากไปกว่านี้ นิสสันมีกำหนดเปิดตัวรถในเมืองไทยต่อสื่อ ในวันที่ 12 มีนาคม 2553 โดยเลือกใช้สถานที่เปิดตัวคือ ที่โรงงานผลิตของนิสสัน ที่ บางนา-ตราด กม.22 อาณาจักรเก่าของสยามกลการ นิสสัน ยังคงชื่อเดิมของรถไว้คือ "ไมครา" และ “มาร์ช” (March) ในประเทศญี่ปุ่น ทันทีที่นิสสันเผยแพร่ ภาพจริง ตัวจริงของรถ สื่อต่างๆ ทั่วโลกต่างให้ความสนใจว่า รถนิสสันมาร์ช กับแผนการปรับเปลี่ยนนโยบายการผลิตเพื่อลดต้นทุนนั้น จะทำให้รถที่ออกแบบมาขายใน 160 ประเทศ คันนี้ประสบผลสำเร็จเพียงใด
รถยนต์นิสสัน มาร์ช ซึ่งได้รับการออกแบบและสร้างขึ้นมาจากโครงร่างพื้นตัวถังแบบ V-Platform ล่าสุด ถูกพัฒนาภายใต้กระบวนการวิศวกรรมการผลิตแบบใหม่และครบวงจร โดยการออกแบบภาคการผลิตเพื่อสามารถนำไปประกอบ ตามโรงงานต่างประเทศนอกญี่ปุ่น นิสสัน ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ในการบุกตลาด จากเดิมที่มุ่งเน้นการผลิตรถในตลาดที่เข้มแข็งแล้ว เช่น ยุโรปและญี่ปุ่น แต่ครั้งนี้นิสสันกลับสร้างฐานการผลิตรถยนต์ใหม่ ในประเทศไทย อินเดีย เม็กซิโก และจีน
นายมาโกโตะ ยามาเน่ รองหัวหน้าทีมออกแบบผลิตภัณฑ์ กล่าวว่า การออกแบบของนิสสันมาร์ช จะเห็นว่ามีตะแกรงหน้าแบบสองชั้น รูปร่างคลาสสิกของรถก็มีความสำคัญมาก นี่คือสาเหตุที่นิสสันมาร์ชยังใช้ขอบหน้าต่างแบบโค้งที่มีสไตล์ ซึ่งเป็นลักษณะดั้งเดิมของมาร์ช ที่ใช้มาในทั้งยุโรปและญี่ปุ่น
ด้วยความพยายามที่จะรักษาขนาดที่กะทัดรัดไว้ นิสสันมาร์ช ใหม่ มีขนาดยาวขึ้นและความสูงลดลงเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ฐานล้อซึ่งกว้างขึ้นนั้น ช่วยเพิ่มพื้นที่จาก ‘ล้อในแต่ละมุม’ ซึ่งทำให้นิสสันมาร์ชมีพื้นที่ภายในที่กว้างขวางขึ้น ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างความรู้สึกเดียวกันกับรูปลักษณ์ภายนอกด้านในตัวรถ นิสสันจึงได้ใช้รูปทรงของ "รังไหมที่เชื่อมต่อกัน" ในการออกแบบแผงหน้าปัด ยึดตามแนวคิดของ ‘ทวิน บับเบิ้ล’ ที่หมายถึงที่ตั้งเข็มอุปกรณ์รูปกลมและตู้เก็บของรูปร่างคล้ายกันทางด้านผู้โดยสาร
ทางด้านเครื่องยนต์ใหม่ เป็นการพัฒนาทั้งหมดและระบบส่งกำลังแบบ CVT ในยุโรป นิสสันมีครื่องยนต์ให้เลือกสองแบบ ซึ่งทั้งสองแบบนั้นปรับมาจากเครื่องยนต์แบบ 3 สูบ HR12 1.2 ลิตรของนิสสัน จากการประยุกต์เครื่องยนต์แบบ HR16 4 สูบ ซึ่งใช้ในรถยนต์นิสสันโน้ต (Note) และแคชคาย (Qashqai) เครื่องยนต์ใหม่นี้ ใช้ระบบควบคุมการเปิดปิดของวาล์ว (valve-timing control -VTC) กำลัง 59 กิโลวัตต์ (80ps ในขณะที่มีแรงบิด 108 นิวตันเมตร) การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณเพียง 115 กรัม/กิโลเมตร
นอกจากนี้ยังมีเครื่องที่แรงขึ้นด้วย หัวฉีดเชื้อเพลิงแบบฉีดตรง (direct injection) ระบบอัดอากาศ ช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้รถยนต์มีสมรรถนะที่สูงขึ้น เป็น 72 กิโลวัตต์ (98PS) และแรงบิด 142 นิวตันเมตร ส่วนปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมานั้น มีเพียง 95 กรัม/กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นความสำเร็จอย่างน่าอัศจรรย์สำหรับเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมัน
เครื่องยนต์ทั้งสอง ติดตั้งเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และในระบบเกียร์อัตโนมัติ Continuously Variable Transmission (CVT) แบบใหม่ของนิสสัน โดยระบบ CVT ใหม่ ทำให้มีอัตราการทดเกียร์ที่กว้างขึ้น และระบบ CVT นี้ ทำให้เครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร สามารถประหยัดน้ำมันได้ในระดับเดียวกับเครื่องยนต์ขนาด 1.0 ลิตร และช่วยให้เร่งเครื่องได้อย่างรวดเร็ว
ไม่เพียงชำนาญในเรื่องสมรรถนะที่ดีขึ้นเท่านั้น วิศวกรนิสสันยังมีความเป็นเลิศในการพัฒนาลักษณะของการขับขี่และการควบคุมยานยนต์ซึ่งได้รวบรวมความแคล่วคล่องว่องไว ความประณีต และความแม่นยำไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ ระบบรองรับซึ่งตั้งอยู่บน V-platform รุ่นใหม่ที่โดดเด่นของนิสสันนั้น ยังได้รับการออกแบบมาเพื่อให้มีความกะทัดรัด ลดการใช้สิ้นเปลืองพื้นที่ด้านหลังเพื่อให้มีพื้นที่บริเวณเก็บของสูงสุด นิสสัน ยังให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อการดูดซับแรงกระแทก ซึ่งหมายความว่า นิสสันมาร์ช สามารถขับเคลื่อน บนถนนที่ขรุขระโดยเสียงไม่ดังรบกวน
นิสสันบอกว่า ในประเทศต่างๆ อุปกรณ์อาจจะแตกต่างกันไปบ้าง แต่มาร์ชรุ่นใหม่นี้ มาพร้อมกับนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีที่สำคัญ ประกอบด้วยระบบเซ็นเซอร์ถอยหลัง และอุปกรณ์ ‘ตรวจวัดพื้นที่จอดรถ’ (PSM) แบบใหม่ สำหรับระดับความชำนาญสามระดับ (มือสมัครเล่น ระดับทั่วไป และผู้เชี่ยวชาญ) เพื่อช่วยเหลือเมื่อต้องจอดรถในที่แคบ ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่โดดเด่นสำหรับรถยนต์กลุ่มนี้ และน่าจะเป็นนวัตกรรมที่ได้รับความนิยมในยุโรป ซึ่งต้องเจอกับปัญหา ‘การหาที่จอดรถ’ ทุกวัน
นอกจากนี้ ยังมี ระบบกุญแจอัจฉริยะ และนิสสัน คอนเน็คท์ (Nissan Connect) ซึ่งได้แก่จอสัมผัสของนิสสัน รวมเสียงและระบบนำทางผ่านดาวเทียม หลังคากระจก ที่ปัดน้ำฝนอัตโนมัติ ระดับเสียงตามความเร็ว และระบบเปิดปิดโดยใช้ปุ่มกดเข้าด้วยกัน นอกเหนือไปจากคอมพิวเตอร์ที่ช่วยในการขับขี่ ซึ่งจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประหยัดน้ำมันตามความจริง รวมทั้งพิสัยการขับเคลื่อนและอุณหภูมิภายนอกให้แก่ผู้ขับ สำหรับในส่วนของความปลอดภัยนั้น รถยนต์รุ่นนี้ ยังได้ติดตั้งระบบล็อกประตูอัตโนมัติซึ่งไวต่อความเร็วไว้ด้วย
การใช้แพลทฟอร์มวี V-platform เป็นปัจจัยหลักประการหนึ่ง ที่ช่วยให้รถมีความปลอดภัยจากการชนมากขึ้น รถยนต์รุ่นนี้ ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้รองรับกำลังจากการชนด้านหน้า อันเนื่องมาจากบริเวณส่วนรับแรงกระแทกที่ออกแบบอย่างพิถีพิถัน ในขณะเดียวกับที่ยังคงรักษาความแข็งแรงของห้องโดยสารด้วยตัวถังรถยนต์ที่แข็งแกร่ง ในยุโรป อุปกรณ์มาตรฐานของนิสสันมาร์ชนั้นจะมาพร้อมด้วยระบบเบรก ABS ถุงลมนิรภัยแบบคู่ด้านหน้า ม่านและถุงลมนิรภัยด้านข้าง รวมทั้งโปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (Electronic Stability Programme -ESP) และเข็มขัดนิรภัยระบบดึงกลับอัตโนมัติ (pretensioner seatbelts) นิสสันมาร์ชรุ่นใหม่ จะเริ่มจำหน่ายในประเทศไทยในเดือนมีนาคม ส่วนในยุโรป จะเริ่มจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายน



